ตลาดมือถือเครื่องทดแทนระอุ “ออเนอร์-โนเกีย”นำร่องชิงแชร์

สมรภูมิสมาร์ทโฟนยังแข่งดุชิงเค้กตลาดเครื่องทดแทน “ออเนอร์” เปิดเกมเจาะวัยรุ่น เดินหน้าขยายเครือข่ายพอร์ตเนอร์-สร้างการรับรู้ในแบรนด์ต่อเนื่อง ฟาก “โนเกีย” ชูสินค้าครบตั้งแต่ฟีเจอร์โฟนยันสมาร์ทโฟน มั่นใจแบรนด์ยังขลัง

นายอาคิน ลี ประธานออเนอร์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า ปัจจุบันออเนอร์ (Honor) ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนแบรนด์ลูกของ “หัวเว่ย” มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 6 ของโลก และเป็นที่ 4-5 ในประเทศจีน ที่ 4 ในฝรั่งเศส และที่ 2 ในรัสเซีย ขณะที่ในประเทศไทยเพิ่งเข้ามาทำตลาดครบ 1 ปี มียอดขายอันดับ 4-5 ของสมาร์ทโฟนบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของ “ลาซาด้า” และตั้งเป้าขึ้นท็อป 3 ภายใน 4 ปี ซึ่งในปีที่ผ่านมาเน้นการสร้างความรับรู้ในแบรนด์เป็นหลัก เพื่อฉีกตนเองจากหัวเว่ย เน้นดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งและอินโนเวชั่นคอนเทนต์ เจาะกลุ่มวัยรุ่นทั้งสร้างคอมมิวนิตี้ให้แฟนคลับ

อย่างไรก็ตาม ตลาดไทยมีสมาร์ทโฟนเข้ามาทำตลาดค่อนข้างมาก ส่งผลให้การแข่งขันสูงเหมือนในจีนเมื่อ 5 ปีก่อน เชื่อว่าในอีก 3-4 ปีข้างหน้าไทยจะไม่แข่งแรงเท่านี้ โดยปีนี้ บริษัทยังเน้นการสร้างการรับรู้ ควบคู่ไปกับการขยายพาร์ตเนอร์จากเดิมมีลาซาด้า, เอไอเอส และ CSC รวมทั้งเปิดสโตร์แห่งใหม่เพิ่มเติมจากที่ MBK Center

“ผลิตภัณฑ์ของเราเน้นตลาดราคากลางที่ 7,000-10,000 บาท ชูจุดแข็งประสิทธิภาพของสินค้าที่ดีกว่าสินค้าของคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน เพราะมีเทคโนโลยีของหัวเว่ยและดีไซน์เซ็นเตอร์ที่ปารีสและอิตาลี รวมถึงบริการหลังการขายที่ใช้ของหัวเว่ย ในแง่มาตรฐานจึงมั่นใจได้”

ที่ผ่านมาได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนแล้ว 3 รุ่น และปีนี้จะมีไตรมาสละ 1 รุ่น รวมทั้งนำสินค้าที่รองรับเทคโนโลยีไอโอที (IOT) เข้ามาจำหน่ายเพื่อเสริมอีโคซิสเต็ม เช่น สมาร์ทวอตช์, หูฟัง เป็นต้น ล่าสุดเปิดตัว Honor 10 Lite มีจุดเด่นที่กล้องหน้ารองรับเทคโนโลยี AI ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ราคาเริ่มต้น 6,490 บาท

ด้านนายธนเดช ช่วงแก้ววิเศษ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล จำกัด เจ้าของแบรนด์ “โนเกีย” เปิดเผยว่า ข้อมูลจากบริษัทวิจัย IDC คาดการณ์ว่าตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยยังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นแต่ในตัวเลขหลักเดียว โดยมียอดขายประมาณ 19 ล้านเครื่อง โดย 70% ของสมาร์ทโฟนที่ขายดีมีระดับราคาที่ 3,000-10,000 บาท ถือว่าแข่งขันรุนแรงมากในตลาดเครื่องทดแทน

สำหรับโนเกียปีนี้ยังเน้นจุดแข็งด้านความทนทาน รวมทั้งการทำตลาดแบบ 360 องศา ทำให้เกิดการรับรู้ครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านร้านจำหน่าย 2-3 พันแห่งทั่วไทย โดยมีสินค้าครบทุกเซ็กเมนต์ ราคา 2,000-19,500 บาท กลุ่มที่ขายดีเป็นรุ่นกลาง 8,990 บาท และฟีเจอร์โฟน รุ่น 3310

“ตลาดฟีเจอร์โฟนในไทยมีราว 1.2 ล้านเครื่อง ยังมีความต้องการในกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งแบรนด์โนเกียยังเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคมีความผูกพัน”

ส่วนเทรนด์สมาร์ทโฟนปีนี้เป็นเรื่อง 5G และ AI ไม่ใช่แค่ในกล้องแต่ยังทำงานได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง เช่น การจัดตารางนัดหมาย เป็นต้น อีกทั้งกล้องจะมีความสามารถมากขึ้น ทั้งกล้องหลัง 3-4 ตัว เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ชื่นชอบการเล่นโซเชียลมีเดีย

Previous articleขนส่งทางบกโชว์ยอดเก็บภาษีรถเขต กทม. ไตรมาสแรกเฉียด 2 พันล้าน
Next article17 ล้านแล้วจ้า! ประมูลเบอร์สวย “099-888-9999” เคาะ1.6 ล้าน