เวที Digital Transformation Forum แนะ “ฉลาดตั้งคำถามและค้นหาคำตอบ” คีย์สู่ความสำเร็จยุคดิจิทัล

การเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ส่งผลกระทบต่อทุกๆ อุตสาหกรรม ความท้าทายที่มากขึ้นมีผลต่ออนาคตขององค์กรหากไม่ปรับตัว ดังนั้น แนวทางในการดำเนินธุรกิจและการแข่งขันในยุคที่ทุกอย่างเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงเร็ว จึงต้องมีการปรับตัว นำเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้อย่างถูกต้อง เนื่องด้วยยุคดิจิทัลจะเน้นว่าใครเร็วคนนั้นรอด ไม่ใช่ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” เหมือนในอดีต

ในวันนี้ 26 เม.ย. สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ร่วมจัดงาน Digital Transformation Forum 2019 ในหัวข้อ “Surfing the Waves in Digital Transformation Era” เพื่อเป็นองค์ความรู้ต่างๆ ไปพัฒนาต่อยอดเชิงเทคโนโลยี นวัตกรรม และแพลตฟอร์มดิจิทัล

ทั้งนี้ การเรียนรู้จากความสำเร็จต่างๆ ก็เพื่อสร้างความตื่นตัวและก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

นาย เบรนดลีย์ เครท (Bradley Kreit) ผู้อำนวยการฝ่าย Future 50 Reserach จากสถาบันแห่งอนาคต (IFTF) ในซิลิคอนวัลเลย์ ได้กล่าวถึง “ความตื่นตัว” ว่าไม่ได้หมายถึงแค่การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แต่หมายถึงรวมกระบวนการตั้งแต่ วางแผนกลยุทธ์ วิสัยทัศน์ และการบริหารจัดการภายในองค์กร

นายเครท มีประสบการณ์ในหลากหลายด้าน แต่ส่วนใหญ่จะเน้นการวิจัยเกี่ยวกับ food tech และ healthcare innovation ซึ่งภายในงาน นายเครท ได้กล่าวถึงหัวข้อ “Digital Foresight : How does digitization radically change the world?” ก็คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างมากในยุคดิจิทัล

โดยกล่าวว่า สมาร์ทอนาคตต้องเกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่การเดาอนาคตถูกอย่างที่บางบริษัทคาดหวัง ซึ่งปัจจุบันโลกของเราได้ย่อส่วนให้เล็กลงมาก เราทุกคนสามารถเชื่อมต่อกันได้หมด ดังนั้น คำว่า “internet of action” ทำให้สิ่งทีามีค่าในตอนนี้ กลายมาเป็นเรื่องของการเก็บข้อมูล เพราะสามารถนำมาต่อยอดธุรกิจได้

อย่างไรก็ตาม Internet of Action เข้ามาสร้างทั้งโอกาส และความท้าทายให้กับเรา ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องง่ายแต่ไม่ง่าย หากเป้าหมายการทำธุรกิจไม่ขัดเจน

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การฝึกตั้งคำถามใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ ครอบคลุมตั้งแต่การตั้งคำถามและค้นหาคำตอบอย่างฉลาด และกล้าตัดสินใจ
ก็จะช่วยปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกธุรกิจต่อไปได้ โดยสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจาก “ระดับผู้นำ” ก่อนเสมอ

ผู้อำนวยการสถาบัน IFTF กล่าวยกตัวอย่าง เครื่องมืออัจฉริยะมากมายที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเราสามารถพูดได้ว่า เป็นไอเดียที่สร้างอนาคตให้สมาร์ทขึ้นจริงๆ อาทิเช่น Hapifork ส้อมอัจฉริยะที่จะสามารถเตือนเราได้ หากว่ารับประทานอาหารที่เร็วเกินไป ซึ่งผลเสียจากการรับประทานอาหารเร็วเป็นบ่อเกิดของหลายโรค หนึ่งในนั้นคือ โรคอ้วน

แม้แต่ ไอเดียที่มีการคิดค้นเทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมต่อกับกระเป๋าเงินของเรา เพื่อควบคุมและจำกัดการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือย รวมไปถึง “ช้อนสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน” ที่กูเกิลเพิ่งซื้อโครงการดังกล่าวนี้แล้ว จากบริษัท Lift Labs ถือเป็นการซื้อนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ของกูเกิลที่น่าสนใจ

“นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วน ที่ผมต้องการให้เห็นภาพว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทกับเรามากแค่ไหน และผมต้องการย้ำว่า เราจะประสบความสำเร็จได้ไม่ใช่เพราะการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลหลายๆ อย่างที่เหมาะกับ บิซิเนสโมเดลของเรา” ผู้อำนวยการ สถาบัน IFTF กล่าว

Previous article“ไทยพาณิชย์” หั่นเป้าจีดีพีไทยปี’62 โต 3.6%
Next articleแอร์ไลน์บูมดันตลาดน้ำมันเจ็ต ปตท.-บางจากอู้ฟู่ผลิตเท่าไรไม่พอขาย