หนุนโลคอลโกอินเตอร์ สิงคโปร์เปิดบ่มเพาะกลางทำเลทอง

เป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้วที่รัฐบาลนี้ได้ผลักดัน “ดิจิทัลไทยแลนด์” ทั้งผนวกเข้าเป็นยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงการตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาขับเคลื่อนภารกิจนี้ “depa” สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งนอกจากจะผลักดันการตั้งสถาบัน IOT การนำไทยเข้าร่วมงาน “World Expo 2020 Dubai” ที่เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ยังตระเวนสร้างเครือข่ายทั่วโลกเพื่อช่วยให้ไทยก้าวถึงเป้าหมาย 4.0

ล่าสุดเดินทางไปอัพเดตความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศสิงคโปร์ โดย “ดร.ภาสกร ประถมบุตร” รองผู้อำนวยการ depa ระบุว่า สิงคโปร์เป็นต้นแบบการพัฒนานวัตกรรมใหม่หลายด้าน โดยเฉพาะการเปลี่ยนหน่วยงานภาครัฐ ให้มีกลไกกำกับดูแลที่เหมาะสม ส่งเสริมการพัฒนารวมถึงนำนวัตกรรมมาใช้ได้จริง

รัฐต้องปรับให้ทันนวัตกรรม

“ในยุคที่นวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นเร็วมาก กลไกภาครัฐมักตามไม่ทัน แต่สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดในการปรับตัว เช่น เมื่อตั้งเป้าให้มีการทดลองทดสอบรถยนต์ไร้คนขับในสิงคโปร์ สิ่งที่ภาครัฐทำ คือ กำหนดมาตรฐานของอุปกรณ์และระบบที่จะใช้ และกำหนดให้นำมาทดสอบก่อน เพื่อความปลอดภัย”

เปิดทำเลทองให้ Local Brand

ทั้งภาครัฐยังใช้จุดเด่นในฐานะที่เป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางธุรกิจและการเดินในภูมิภาคนี้ มาส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่นให้มีโอกาสเข้าสู่ตลาดโลกได้ ล่าสุดที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อ 25 ม.ค. 2562 คือ “Design Orchard” ที่นำทำเลทองบนถนนออร์ชาร์ด ย่านช็อปปิ้งชื่อดัง มาเป็นพื้นที่โชว์ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่เป็น “Shop the Best in Local” ในรูปแบบไม่ต่างจากห้างสรรพสินค้าในย่านนี้ และใช้พื้นที่ชั้น 2 เป็นพื้นที่บ่มเพาะผู้ประกอบการหน้าใหม่

“Jamil Aziz” กรรมการผู้จัดการของ “Naiise” บริษัทผู้บริหารพื้นที่ค้าปลีกบริเวณชั้น 1 ของ “Design Orchard” เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสิงคโปร์ JTC Corporation (หน่วยงานส่งเสริมการพัฒนาใช้พื้นที่ของอุตสาหกรรมสิงคโปร์) Enterprise Singapore (รัฐวิสาหกิจสนับสนุนผู้ประกอบการ เพื่อให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าและสตาร์ตอัพ) และ Singapore Tourism Board (คณะกรรมการการท่องเที่ยวสิงคโปร์)เป็นความพยายามต่อเนื่องของรัฐบาลที่จะให้แบรนด์ท้องถิ่นมีโอกาสเติบโตสู่ตลาดโลก พร้อมสร้างคนรุ่นใหม่เข้ามา

ในอุตสาหกรรมแฟชั่นและดีไซน์ของสิงคโปร์ให้มี “เลือดใหม่” ตลอดเวลา พร้อมกับนำเสนอนวัตกรรมค้าปลีกใหม่ ๆ อาทิ กระจกอินเตอร์แอ็กทีฟ ที่จะให้ข้อมูลสินค้าแต่ละชิ้น โดยในพื้นที่ 9,000 ตารางฟุต จะนำเสนอผลิตภัณฑ์จาก 61 แบรนด์ ตั้งแต่กลุ่มอาหาร เสื้อผ้าเครื่องประดับ จนถึงของแต่งบ้าน ฝีมือผู้ประกอบการรุ่นใหม่หรือแม้แต่กิจการเพื่อสังคม The Animal Project ซึ่งเปลี่ยนงานศิลปะรูปสัตว์ฝีมือของ “เด็กพิเศษ” ให้เป็นของขวัญรูปแบบต่าง ๆ อาทิ กระเป๋า แก้วน้ำเป็นการสร้างความหลากหลายบนถนนออร์ชาร์ด ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีพื้นที่สำหรับแบรนด์ท้องถิ่นในทำเลทองขนาดนี้ หากภาครัฐไม่เข้ามาช่วยเหลือ

นอกจากนั้นยังมีโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการที่มีนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในวงการมาช่วยให้คำปรึกษา โดยการจะเข้าร่วมโครงการ “Design Orchard” จะต้องผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด อาทิ เอกลักษณ์ของแบรนด์ แต่จะมีค่าสมาชิกแยกเป็นแพ็กเกจตามการบ่มเพาะที่ต้องการ ซึ่งจะมีตั้งแต่ทักษะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทำตลาด การขยายธุรกิจ

ตั้งเป้าดันสู่ตลาดโลก

ขณะที่พื้นที่ชั้น 2 และลานดาดฟ้ากิจกรรม จะเป็นพื้นที่บ่มเพาะ “The Cocoon Space” ซึ่งดำเนินการโดยสภาอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นสิงคโปร์ (Taff) ที่มีทั้งห้องเวิร์กช็อป ห้องสมุดผ้า ห้องตัดเย็บที่เรียงรายด้วยอุปกรณ์ครบครัน เอื้อต่อการทำงานของนักออกแบบอิสระและธุรกิจแฟชั่นอย่างเต็มที่ รวมถึงมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างเครือข่ายให้กับนักออกแบบรุ่นใหม่สามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้เรียกว่า Design Orchard จะเป็นศูนย์รวมให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้สร้างทักษะ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ผลิตและทดสอบผลิตภัณฑ์แบบเบ็ดเสร็จ รวมถึงวางจำหน่ายได้บนทำเลทองของการช็อปปิ้ง เพื่อผลักดันให้พัฒนาสู่ตลาดต่างประเทศได้

KPI คือ ยอดขาย

“Dennis Tay” ผู้ก่อตั้ง “Naiise” ซึ่งเป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์มค้าปลีกให้กับสินค้าท้องถิ่นต่าง ๆ (local design retailer) กล่าวว่า Naiise ก่อตั้งในปี 2556 ปัจจุบันนอกจากแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว Naiise.com ยังมีร้านสาขาในสิงคโปร์ มาเลเซีย และอังกฤษ ซึ่งการเข้ามาบริหารพื้นที่ Design Orchard จะต้องผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการโครงการ โดยพิจารณาจากผลงานความเชี่ยวชาญที่ผ่านมา ก่อนจะได้สิทธิ์เข้ามาบริหารพื้นที่ตามข้อตกลงเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งจะมีการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) โครงการทั้งในรูปแบบของยอดขายและความสำเร็จในการบ่มเพาะผู้ประกอบการ

“แต่ละแบรนด์จะเข้ามาอยู่ในโครงการนี้ได้ 2 ปี และได้รับการบ่มเพาะตามเป้าหมายของแต่ละแบรนด์เอง ซึ่งเมื่อเติบโตแข็งแรงแล้วก็จะถูกดึงกลับเข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้คนรุ่นใหม่”