Blueland สตาร์ตอัพรักโลก น้ำยาทำความสะอาด “อัดเม็ด”

คอลัมน์ สตาร์ทอัพปัญหาทำเงิน

โดย มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ

เวลาซื้อน้ำยาทำความสะอาดต่าง ๆ มักจะมาเป็นขวด ซึ่งมีคนจำนวนมากที่ใช้หมดก็โยนทิ้งเป็นขยะ โชคดีที่มีสตาร์ตอัพหัวใส ทำให้การรักษาสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคเป็นเรื่องง่าย อย่าง “Blueland” ที่เสนอทางเลือกใหม่ของน้ำยาทำความสะอาด แค่สั่งซื้อรีฟิลที่มาในรูปของน้ำยาอัดเม็ด (ขนาดใหญ่กว่าซองลูกอมหน่อยเดียว) มาผสมกับน้ำก๊อกที่บ้านก็ได้น้ำยาขวดใหม่ไว้ใช้งานง่าย ๆ

“ซาร่าห์ ไพจิ” ผู้ก่อตั้ง Blueland มองว่าในเมื่อ “น้ำ” คือส่วนประกอบหลักของน้ำยาทำความสะอาด ทำไมต้องผลิตน้ำยาออกมาเป็นขวด ๆ เธอเลยหาวิธีที่ทำให้ลูกค้าผสมน้ำยาได้เองที่บ้านเพื่อประหยัดทรัพยากรและรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วยในตัว

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าทำความสะอาดบ้านที่ทำจากพลาสติก มีมากถึง 2.95 หมื่นล้านชิ้นในปี 2015 ขณะที่บรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภันฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าและผิวกายมีมากถึง 6 หมื่นล้านชิ้น เท่ากับว่า ผลิตภัณฑ์ทั้งสองตัวนี้ใช้พลาสติกถึงปีละ 8.9 ล้านตัน ซึ่งส่วนมากจบลงที่โรงกำจัดขยะหรือทิ้งลงทะเลกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ยังไม่รวมปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาระหว่างการผลิตและการขนส่งสินค้า

“ซาร่าห์” ใช้เวลากว่า 2 ปี พัฒนาสูตรและหาวิธีแปลงสภาพส่วนผสมหลักให้อยู่ในรูปของน้ำยาอัดเม็ด โดยตั้งโจทย์ไว้ว่า ต้องมีประสิทธิภาพไม่แพ้แบบดั้งเดิม ใช้งานง่ายและราคาไม่แพงเพื่อจูงใจให้มาลองใช้

“Blueland” เปิดตัวด้วยเซต starter kit ประกอบด้วยขวดสเปรย์พลาสติกใส 3 ขวดทำจากอะคริลิกที่ทนทานใช้ได้

ชั่วลูกชั่วหลาน เพราะสำรวจพบว่าลูกค้าไม่อยากใช้ขวดแก้วด้วยกลัวแตกและไม่ชอบขวดอะลูมิเนียมเพราะมองไม่เห็นตัวน้ำยา และน้ำยาอัดเม็ดอีก 3 เม็ด ไว้ผสมออกมาเป็นน้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำ เช็ดกระจก และน้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์ ทั้งหมดนี้ราคา 29 เหรียญ พอใช้หมดก็แค่สั่งน้ำยาอัดเม็ดจากเว็บในราคาเม็ดละ 2 เหรียญมาผสมเอง เพียงแค่นี้ผู้บริโภคก็มีส่วนร่วมลดขยะพลาสติก แถมลดก๊าซคาร์บอนจากการขนส่ง และต้นทุนการกระจายสินค้าได้เกือบ 90%

“ซาร่าห์” มั่นใจว่าสินค้าของเธอจะช่วยลดการใช้ขวดพลาสติกได้ถึง 1 แสนล้านขวดในอนาคต ไอเดียแบบนี้ทำให้ระดมทุนได้กว่า 3 ล้านเหรียญ ทั้งมีแผนจะออกสินค้าทำความสะอาดผิวหน้าและผิวกายBlueland ไม่ใช่รายเดียวที่ผลิตน้ำยาเม็ด ยังมีสตาร์ตอัพรายอื่นที่ผลิตน้ำยาบ้วนปากหรือแม้กระทั่งยาสีฟัน แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการเริ่มมองเห็นประโยชน์ในการลดการใช้พลาสติกทั้งในแง่ของมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมและในแง่ของการลดต้นทุนการผลิต

แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ ผู้ผลิตรายใหญ่ควรลงมาเล่นด้วยเพื่อให้ลูกค้าหันมาใช้สินค้าประเภทนี้กันมากขึ้น เพราะไม่ต้องแบกให้เมื่อย แถมยังมีความสุขทางใจที่ได้ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

Previous articleลองก่อนรู้ก่อนเหนือคู่แข่ง กูรูแนะปรับ “คน” รับมือดิจิทัล
Next articleเมืองไทยประกันชีวิต คว้า“ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี” นั่งแท่นพรีเซนเตอร์คนใหม่