เศรษฐกิจซบหนุน”คลาวด์”โต “นูทานิคซ์”หาพันธมิตรรุกหนักตลาดไทย

นูทานิคซ์เดินหน้าลุยตลาดคลาวด์ในไทย ชี้ในวิกฤตยังมีโอกาส เหตุองค์กร 59% ยังใช้ดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดิม ๆ ขณะที่พิษโควิด-19 เศรษฐกิจซบยิ่งกดดันธุรกิจต้องรัดเข็มขัด ลดต้นทุน พร้อมซัพพอร์ต Desktop as a Service”Frame” ให้ใช้ฟรีช่วงโควิด-19 ระบาด

นายทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี ผู้จัดการประจำประเทศไทย นูทานิคซ์ ผู้ให้บริการระบบปฏิบัติการคลาวด์สำหรับองค์กร เปิดเผยว่า แผนการทำตลาดในประเทศไทยของนูทานิคซ์ปีนี้จะเน้นการหาพันธมิตรที่จะทำให้องค์กรในไทยได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของนูทานิคซ์ให้มากขึ้น

“ตลาดไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะยังมีองค์กรมากกว่า 59% ที่ยังคงใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ในรูปแบบเดิม ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบคลาวด์ โดยเฉพาะไฮบริดคลาวด์ที่จะเป็นเทรนด์สำคัญไปอีก 5 ปีจากนี้ โดยจากผลสำรวจพบว่าภายใน 1-2 ปีจะมีแค่ 33% ที่ยังใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ในรูปแบบเดิม”

ทั้งยังมีภาวะวิกฤต จากเศรษฐกิจที่หยุดชะงักทั่วโลกและการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องหาวิธีลดต้นทุนในต่ำลง

ขณะที่การพัฒนาโซลูชั่นและบริการต่าง ๆ ของนูทานิคซ์อยู่ภายใต้แนวคิดที่จะถอดแต่ละฟังก์ชั่นของดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อพัฒนาเป็นซอฟต์แวร์รองรับการใช้งานตามที่องค์กรต้องการ แทนที่จะต้องลงทุนใช้ฮาร์ดแวร์จำนวนมากมาเชื่อมต่อให้กลายเป็นสมาร์ทอินฟราสตรักเจอร์ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ทั้งยังคงจุดเด่นคือ “จ่ายเท่าที่ใช้” รวมถึงสามารถ “ขยาย” เพื่อรองรับการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้กระบวนการของธุรกิจไม่ต้องหยุดชะงักทั้งยังมีซอฟต์แวร์และโซลูชั่นที่หลากหลายเตรียมไว้ให้พร้อมโดยไม่ต้องเสียเวลาติดตั้ง โดยเฉพาะในส่วนของ backup & recovery ที่ลูกค้าใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องซื้อไลเซนส์เพิ่ม

“การจะระบุว่า การหันมาใช้บริการของนูทานิคซ์ช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่าเดิมเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่เลือกใช้ แต่ก็มีเซอร์วิสโพรไวเดอร์รายใหญ่ที่เป็นลูกค้าของเรา ระบุว่า ช่วยประหยัดต้นทุนได้กว่า 20% ขณะที่ตัวเลขจาก IDC ระบุว่า การหันมาใช้คลาวด์ทำให้องค์กรช่วยลดต้นทุนได้ 15-85%”

สำหรับตลาดที่กำลังเติบโตสูง ได้แก่ คลาวด์เซอร์วิส ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว อาทิ การนำอุปกรณ์เซ็นเซอร์ IOT มาเชื่อมกับดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อเก็บข้อมูลและประมวลผลอย่างเรียลไทม์ ซึ่งสามารถรองรับการทำงานได้ทั้งบนระบบคลาวด์ของนูทานิคซ์และบนเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร

ขณะที่กลุ่มลูกค้าสำคัญ คือ อุตสาหกรรมการผลิต โทรคมนาคม สถาบันการเงิน โลจิสติกส์ เอ็นเตอร์ไพรส์ และเฮลท์แคร์

“ปีนี้เทรนด์ของไพรเวตคลาวด์ก็จะยังเติบโตอย่างมาก ทั้งจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยซัพพอร์ตแต่ละองค์กรได้ทั้งในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดค่าใช้จ่าย”

Advertisement

ขณะเดียวกัน นูทานิคซ์ยังช่วยซัพพอร์ตให้องค์กรต่าง ๆ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดให้ใช้งานโซลูชั่น Desktop as a Service “Frame” ได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในส่วนของไลเซนส์ซอฟต์แวร์ เพื่อให้องค์กรต่าง ๆ สามารถทำงานแบบ [email protected] ที่ทลายข้อจำกัดและข้อกังวลในการเข้าถึงข้อมูลและแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ขององค์กร ทั้งยังคงประสบการณ์ในการทำงานเสมือนปฏิบัติงานที่สำนักงาน

โดยนูทานิคซ์ Frame จะเป็นโซลูชั่นที่ทำงานบนคลาวด์ในลักษณะของเดสก์ทอปเสมือนให้พนักงานในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลและแอปพลิเคชั่นที่ใช้งานในสำนักงานได้จากทุกที่ทุกเวลาที่ได้รับการอนุญาตให้เข้าถึง ผ่านเว็บบราวเซอร์ ทั้งยังรองรับการทำงานทั้งบนคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปและสมาร์ทดีไวซ์

แม้เทคโนโลยีที่ให้บริการในลักษณะของเดสก์ทอปเสมือนจะมีมานานแล้ว แต่องค์กรที่ใช้งานจะต้องลงทุนฮาร์ดแวร์ติดตั้งระบบทั้งหมด ซึ่งใช้เวลาเร็วสุดคือ 2 เดือน ขณะที่นูทานิคซ์ Frame จะพร้อมใช้งานได้ทันที

“แม้ในองค์กรจะมีแค่ 1 คนที่ต้องใช้งานเดสก์ทอปเสมือนก็เริ่มใช้งานได้ทันที และในช่วงนี้นูทานิคซ์ให้ใช้ฟรี 10 user ต่อองค์กร ซึ่งแต่ละแห่งสามารถกำหนดวิธีการเข้าถึง สิ่งที่พนักงานแต่ละคนจะมองเห็น กำหนดได้ว่าจะอนุญาตให้ copy/แก้ไขข้อมูลได้หรือไม่ รวมถึงจะ save ไว้ที่ใด โดยยังมีมาตรฐานในการรักษาความปลอดภัยไม่แตกต่างจากการใช้งานในสำนักงาน ทั้งยังสามารถแจ้งให้ฝ่ายไอทีเปลี่ยนแปลงหรือระงับ-ยกเลิกการเข้าถึงได้ตลอดเวลา”

ทั้งในสถานการณ์ปกติยังสามารถนำไปใช้กับการปฏิบัติที่จะต้องสลับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายพื้นที่อยู่ตลอดเวลา หรือมีสาขาให้บริการลูกค้าเป็นจำนวนมากและต้องเข้าถึงข้อมูลจากส่วนกลางอยู่ตลอดเวลา ซึ่งปัจจุบันบริการนี้ได้รับความนิยมในกลุ่มสถาบันการเงิน เฮลท์แคร์