ทางสองแพร่งทางจริยธรรม AI หลังยุคโควิด

คอลัมน์ สตาร์ตอัพปัญหาทำเงิน โดย มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ

AI (ที่ไม่ใช่ AI กำมะลอ) มีบทบาทมากในการรับมือโควิด โดยเฉพาะการหาข้อมูลเพื่อวิจัยยาและวัคซีน ทั้งที่มาในรูปของอุปกรณ์ตรวจจับอุณหภูมิ เครื่องคัดกรองอาการ CT สแกน และหุ่นยนต์วัดไข้และหุ่นยนต์ช่วยทำความสะอาด

แต่เหรียญมี 2 ด้านฉันใด AI ก็ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียแล้ว หากมองจากมุมของวงการสาธารณสุขและนักวิชาการ AI เหมือนผู้ช่วยอัจฉริยะที่ทรงประสิทธิภาพ

หากมองมุม “เถ้าแก่” AI เหมือนอัศวินขี่ม้าขาว ช่วยกู้กิจการที่กำลังทรุด

ในมุมของรัฐ AI เหมือนตาวิเศษที่ช่วยสอดส่องพฤติกรรมประชาชนเพื่อควบคุมการระบาดของไวรัส

แต่ในมุมของแรงงาน AI อาจเป็นนางมารร้ายที่มาแย่งงาน ตัดช่องทางทำมาหากิน

สถาบันวิจัย The Brookings Institute คาดว่า ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจจากโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดการนำเครื่องจักรอัตโนมัติ (automation) และ AI มาใช้แทนคนมากขึ้น จะเกิดการเขย่าโครงสร้างแรงงานขนานใหญ่ในยุคหลังโควิด

และยิ่งทำให้เถ้าแก่มองเครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์ต่าง ๆ ด้วยความเสน่หามากขึ้น เพราะทั้งขยัน ไม่อู้ ไม่ป่วย ไม่ติดเชื้อ ไม่งอแงเรียกร้องเงินเยียวยา จึงไม่แปลกที่มีข่าวว่ามีเจ้าของกิจการหลายแห่งเริ่มปรับแผนการลงทุนเพื่อนำเครื่องอัตโนมัติมาใช้มากขึ้นหลังจากนี้

รายงานของ The Wall Street Journal ระบุว่า จากการที่บริษัทชั้นนำของอเมริกาต้องรับมือกับคลื่นมหาชนที่กระหน่ำโทร.เข้ามาที่คอลเซ็นเตอร์สายแทบไหม้ ประกอบกับนโยบาย work from home และ social distancing ที่ทำให้พนักงานขาดแคลนเพิ่มขึ้น (บางแห่งอาจ outsource บริการ call center ไปอินเดีย และฟิลิปปินส์ แต่ 2 ประเทศนี้โดนพิษโควิดเหมือนกัน) ทำให้บริษัทหันมาใช้ “bots” รับสายและให้ข้อมูลอัตโนมัติแก่ผู้บริโภคมากขึ้น กิจการค้าปลีก ขนส่ง ดีลิเวอรี่ก็มีการนำระบบออโตและหุ่นยนต์ตลอดจนพาหนะไร้คนขับมาใช้มากขึ้นเช่นกัน

ผลสำรวจของ Mercer’s 2020 Global Talent Trends ระบุว่า 34% ของพนักงานเชื่อว่างานของตนจะโดนระบบออโตแย่งชิงไปภายใน 3 ปี ซึ่ง Gartner บริษัทวิจัยชั้นนำระดับโลกบอกว่า ไม่ใช่แค่ชนชั้นกรรมาชีพ แม้แต่พนักงานออฟฟิศทั้งหลายก็จะโดนด้วย โดยคาดว่างานแอดมิน บริหารจัดการทั่วไปกว่า 70% จะแทนที่ด้วย virtual personal assistants และ chatbots ในอนาคตอันใกล้

อีกผลกระทบที่มาพร้อมโควิด คือ รัฐบาลมี “ความชอบธรรม” มากขึ้นในการนำ AI มาใช้สอดส่องพฤติกรรมของประชาชน โดยอ้างว่า “สุขภาพ” ต้องมาก่อน “เสรีภาพ” จนเกิดการ “บูรณาการ” ข้อมูล “ส่วนตัว” ของประชาชนครั้งใหญ่


ทั้งข้อมูลจากกล้องวงจรปิด สมาร์ทโฟน ข้อมูลการรูดบัตรเครดิตจน Human Rights Watch, Amnesty International และ AI Now ต้องวอนให้รัฐบาลทั่วโลกใช้เทคโนโลยีแบบคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนด้วย เช่น แทนที่จะเก็บข้อมูลส่วนตัวของประชาชนไว้ตลอดไปก็ตั้งระบบให้ล้างข้อมูลใน 14 วัน หรือให้หยุดมาตรการทุกประเภทหลังวิกฤตผ่านพ้นไป เป็นต้น

การนำ AI มาใช้ในช่วงวิกฤตโควิดนี้จึงมีนัยทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจหลายมิติ ก่อให้เกิดทางสองแพร่งที่ท้าทายสติปัญญาและจริยธรรมของผู้นำประเทศทั่วโลกในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการหาจุดสมดุลระหว่าง “สุขภาพ” และ “เสรีภาพ” จุดสมดุลระหว่างการช่วยเหลือ “เจ้าสัว”

กับการเยียวยา “ประชาชน” และสมดุลระหว่าง “ระบบอัตโนมัติ” กับ “แรงงานมนุษย์”


เราอาจไม่แน่ใจว่าหลังวิกฤตผ่านพ้นไปจะเกิด “new normal” อะไรขึ้นบ้าง แต่ที่แน่ ๆ คือ AI จะเข้ามาข้องเกี่ยวกับชีวิตผู้คนมากขึ้น และสามารถเป็น “ผู้ร้าย” ที่มาแย่งงาน แย่งอาชีพ แถมอาจแฝงตัวเป็น “สปาย” อีกต่างหาก ที่สำคัญเราอาจไม่ใช่แค่ “คนดู” อีกต่อไป แต่อาจโดน AI เลื่อยขาเก้าอี้กระจุยไปแล้ว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ