เยียวยาคลื่น 2600 MHz ศึกงัดข้อครั้งใหม่ “กสทช.”

ดับฝันที่ “อสมท” จะได้เงินเยียวยาเรียกคืนคลื่น 2600 MHz กว่า 6 พันล้าน เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ล่าสุด 27 พ.ค. 2563 ไม่ได้ข้อสรุปตัวเลข

เลขาธิการ กสทช. “ฐากร ตัณฑสิทธิ์” เปิดเผยว่า เกิดการ walk out ของรองประธาน “พ.อ.นที ศุกลรัตน์” และ “ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา” สงวนความเห็น แถมบอร์ดที่เหลือ 4 คน ยังมีเสียงแตกเป็น 2 ฝั่ง จึงโหวตให้เป็น “มติ กสทช.” ไม่ได้ แต่ตัวเลขที่คะแนนโหวตเท่ากันตอนนี้คือ 3,235.83 ล้านบาทและ 4,275.34 ล้านบาท

แต่ความอลหม่านยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เมื่อ “กสทช.ประวิทย์” ออกมายืนยันว่า ตนเองไม่ได้งดออกเสียง แต่ขอสงวนสิทธิ์ที่จะมีความเห็นแตกต่างหรือสวนทางกับที่ประชุม เพราะยืนยันในเรื่องนี้มาตลอดว่า “ไม่ควรจ่าย” เงินเยียวยาให้ บมจ.อสมท เพราะเคยมีการชี้แล้วว่าไม่มีเหตุแห่งความจำเป็นในการถือครองคลื่น และเคยมีการตรวจสอบไม่พบการใช้งานคลื่นนี้ด้วย

“ยังมีความไม่ชัดเจนในเรื่องความชอบด้วยกฎหมายว่า อสมท เป็นผู้ได้รับอนุญาตและมีสิทธิในคลื่นย่านดังกล่าวตามกฎหมายหรือไม่ และไม่ชัดด้วยว่าสัญญาที่ อสมท ทำกับบริษัท เพลย์เวิร์ค ให้ใช้คลื่นความถี่ระบบ MMDS เพื่อให้บริการโทรทัศน์บนเทคโนโลยีแบบบรอดแบนด์ไร้สาย (BWA) ชอบด้วยกฎหมาย ถ้า อสมท ถือครองคลื่นความถี่ถูกต้องตามกฎหมาย และพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้ประโยชน์ในคลื่นย่าน 2600 MHz จริง ผมก็ยอมรับได้ที่จะเยียวยา อสมท ในฐานะที่เป็นผู้ครอบครองคลื่นและได้รับความเสียหาย”

แต่ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช.เคยจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ศึกษาในเรื่องนี้และต่างเสนอเงินเยียวยาในจำนวน

ที่ต่ำกว่าที่ อสมท เรียกร้อง ทั้งเมื่อมีการส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กสทช.พิจารณาเพื่อหาข้อสรุป ก็ได้มติว่า อสมท มีสิทธิสูงสุดไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ พ.ศ. 2555 ใช้

ซึ่งเมื่อตีเป็นจำนวนเงินแล้ว ยังอยู่ในจำนวนที่ต่ำกว่าที่กรรมการ กสทช.โหวตในการประชุมเมื่อ 27 พ.ค. 2563

“ที่ผ่านมา ในที่ประชุมบอร์ดมีความพยายามอธิบายว่า การให้เงินชดเชย อสมท ไม่น่าจะต้องเข้มงวดตรวจสอบกันมากมาย เพราะเป็นการชดเชยให้หน่วยงานรัฐด้วยกันเอง รัฐไม่เสียหาย แต่มติที่จะออกมาจะส่งผลต่อเม็ดเงินที่ควรจะได้นำเข้ารัฐไปทำประโยชน์แก่สังคม ทั้งยังเป็นเรื่องการทำหน้าที่เกินขอบเขตกฎหมายในแง่ที่จะไปกำหนดสัดส่วนที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะได้ จึงควรต้องตรวจสอบกันอย่างเข้มงวดจริงจังต่อไป”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ