นิวนอร์มอล “อีคอมเมิร์ซไทย” 5 สิ่งที่ต้องทำเมื่อโกออนไลน์

สัมภาษณ์พิเศษ

คงไม่ผิดนัก ถ้าจะบอกว่า “โควิด-19” ให้โชคธุรกิจที่เกี่ยวกับออนไลน์ทั้งหลาย ผลักดันให้ตลาดที่เติบโตอยู่แล้วยิ่งโตไปกันใหญ่ แต่นอกจากตลาดที่เติบโตได้ดีแล้ว มีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา” ทั้งในบทบาทของนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด

Q : อีคอมเมิร์ซเติบโตขนาดไหน

ปีที่ผ่านมาธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย มีสัดส่วน 3% หรือ 163,300 ล้านบาท ของมูลค่าค้าปลีกทั้งหมดแต่ถ้าเรานำไปเปรียบเทียบกับประเทศจีน จะพบว่าสัดส่วนของธุรกิจอีคอมเมิร์ซเทียบกับมูลค่าค้าปลีกจะอยู่ที่ 25% ทำให้เห็นถึงโอกาสที่อีคอมเมิร์ซไทยจะเติบโตขึ้นไปอีกมาก

จากการประมาณการของสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยคาดว่า ปี 2563 ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะเติบโตถึง 35% หรือมีมูลค่าประมาณ 2.2 แสนล้านบาท ถือว่าเติบโตสูงมากเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น ๆ

ช่วงที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะเห็นว่า คนที่ก่อนหน้านี้อาจไม่เคยช็อปปิ้งออนไลน์ ก็หันมาจับจ่ายใช้สอยผ่านโลกออนไลน์มากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวเป็นการบีบบังคับให้ผู้คนหันมาใช้ช่องทางออนไลน์ ทั้งการสั่งอาหาร ช็อปปิ้งออนไลน์ การส่งของผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ

Q : ในแง่พฤติกรรมผู้บริโภค

บริษัท เอคเซนเชอร์ฯ ที่ปรึกษาด้านการจัดการ การบริหารเทคโนโลยีระดับโลก คาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคใน 18 ประเทศ ไม่ได้รวมประเทศไทย แต่มีประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ระบุว่าคนที่ไม่เคยช็อปปิ้งออนไลน์ ได้หันมาช็อปปิ้งออนไลน์แล้วพบว่า คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คือยังคงอยากช็อปปิ้งออนไลน์ต่อ และมีแนวโน้มที่จะช็อปปิ้งเพิ่มขึ้นถึง 160%ข้อมูลดังกล่าวเป็นตัวการันตีได้ว่า แม้วิกฤตโควิด-19 จะยังไม่ผ่านพ้นไป แต่ก็สามารถมองเห็นอนาคตและทิศทางแล้วว่า ปีนี้และปีหน้าอีคอมเมิร์ซทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งค่อนข้างจะเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก

Q : มีคำแนะนำสำหรับธุรกิจต่าง ๆ อย่างไร

แนะนำหลักการ 5 ข้อ หรือ 5C เสริมแกร่งเอสเอ็มอี เป็นหลักการที่จะช่วยให้ร้านค้าปลีกที่ยังอยู่ในลักษณะออฟไลน์ ปรับเปลี่ยนไปสู่ออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 1.core focus โฟกัสจุดแกร่งของตนเองว่ามีจุดแกร่งอย่างไร อาทิ มีความถนัดขายสินค้าประเภทไหน เช่น บังฮาซัน ขายอาหารทะเลตากแห้ง มีจุดแกร่งที่ความคุ้นเคยกับการขายสินค้าอาหารทะเลพื้นบ้าน

2.content สร้างคอนเทนต์ อาทิ ใช้การ live โดยนำจุดแกร่งของตนเอง มาสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจ 3.community

เมื่อมีการสร้างคอนเทนต์แล้วจะนำไปสู่การเกิด community เพราะเดิมทีการขายแบบออฟไลน์ เราอาจจะไม่มี community ของตนเอง แต่เมื่อมีการสร้างคอนเทนต์แบบออนไลน์แล้ว ก็จะมี community ในโลกออนไลน์ของตนเอง

4.channel หลังจากมี community แล้ว ก็จะเกิดการขายผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะขายผ่านเพจเฟซบุ๊ก มาร์เก็ตเพลซ หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ และ 5.customer relationship management หรือ CRM การขายแต่ละครั้งต้องมีการเก็บข้อมูลลูกค้า ผ่านการนำข้อมูลของลูกค้าไปต่อยอด ให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าอีกครั้งในอนาคต

Q : ธุรกิจของไพรซ์ซ่าเองเป็นอย่างไร

จากวิกฤตโควิด-19 ธุรกิจเติบโตมากขึ้น เนื่องจากผู้คนหันมาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าผ่านโลกออนไลน์มากขึ้นหลายธุรกิจพึ่งพาไพรซ์ซ่าเป็นช่องทางในการขาย โดยเฉพาะธุรกิจที่โดนสั่งปิดหรืองดให้บริการ

ธุรกิจเหล่านั้นใช้แพลตฟอร์มของไพรซ์ซ่าในการทำยอดขาย หลายธุรกิจเติบโตมากถึง 100% และคาดว่ารายได้ไพรซ์ซ่าเองจะโตไปได้มากกว่าตลาดอีคอมเมิร์ซ หรือมากกว่า 35%

นอกจากนี้ เรายังไม่ได้มีแค่การเปรียบเทียบราคาสินค้า ปลายปีที่แล้วเราเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ Priceza Affiliate ที่ช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ ที่ต้องการทำงานกับอินฟลูเอนเซอร์ สามารถทำการขายกับอินฟลูเอนเซอร์ และปิดยอดขายบนออนไลน์ได้ เพราะในอนาคตจะเป็นการช็อปปิ้งที่ไหน เมื่อไรก็ได้ สิ่งที่จะดึงดูดให้ผู้คนมาซื้อของ คือ อินฟลูเอ็นเซอร์ หรือการมีคอนเทนต์ที่น่าสนใจ

ปัจจุบันอินฟลูเอนเซอร์สามารถเข้าถึงนักช็อปออนไลน์ได้มากกว่า5 ล้านคนต่อเดือน การเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ของ Priceza Affiliate ทำได้โดยสมัครเป็นพาร์ตเนอร์ และนำ link บนแพลตฟอร์มไพรซ์ซ่าไปโปรโมตหรือโฆษณาในช่องทางต่าง ๆ เช่น facebook ig, youtube หรือ twitter การจ่ายค่าตอบแทนให้อินฟลูเอนเซอร์ ไพรซ์ซ่าจะใช้ระบบการคิดค่าตอบแทนแบบ ACPC หรือ adjusted cost-per-click คือ รายได้ต่อคลิกที่แปรผันตามอัตราการซื้อที่เกิดขึ้นจริง หรือมูลค่าสินค้าที่เกิดการซื้อขายบนร้านค้า

Q : นิวนอร์มอลที่เกิดขึ้น

ไพรซ์ซ่าให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ตั้งแต่ มี.ค. ตอนนี้ทีมงานก็ยังไม่ได้กลับมาทำงานที่บริษัทเต็มตัว เราให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศสัปดาห์ละ 1 วัน เพราะเป็นบริษัทด้านอีคอมเมิร์ซ ลักษณะการทำงานจึงทำที่ไหนก็ได้ก่อนหน้านี้ เราเองไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าการทำงานแบบกระจายตัวจะช่วยทำให้บริษัททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อสถานการณ์บีบบังคับกลับพบว่าด้วยการทดลองทำงานแบบกระจายตัว

ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาทำให้ผลลัพธ์ของการทำงานเป็นไปได้อย่างดี และมีประสิทธิภาพ จึงมองว่าการทำงานแบบกระจายตัวจะเป็นการทำงานในอนาคตของบริษัทยุคใหม่ ที่เปิดโอกาสให้พนักงานมีความยืดหยุ่น สามารถออกแบบ และตัดสินใจเรื่องสภาวะแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสมกับตนเองได้

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเป็นธุรกิจแห่งอนาคต ผู้คนจะพึ่งพาการช็อปปิ้งผ่านโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้น สิ่งสำคัญคือการผลักดันให้องค์กรไม่หยุดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ออกมาต่อเนื่อง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ