การดิ้นรนของ ‘ไปรษณีย์ไทย’ หาพันธมิตรปิดจุดอ่อนเสริมจุดแข็ง

เข้าสู่ปีที่ 137 กิจการไปรษณีย์ไทย แต่ในแง่การแยกออกมาเป็นบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท กำลังจะครบ 17 ปีเต็มในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในสมรภูมิธุรกิจขนส่ง (โลจิสติกส์) หนึ่งในธุรกิจหลักที่สำคัญของ ปณท จึงนับเป็นความท้าทายขององค์กรในการเปลี่ยนแปลงตนเองให้อยู่รอดในอนาคตที่ไม่แน่นอน และไม่เหมือนเดิม

ทั้งด้วยจำนวนพนักงาน 31,465 คน (ณ เม.ย. 563) แบ่งเป็น พนักงานประจำ 18,436 คน ลูกจ้างประจำ 3,105 คน และลูกจ้าง 3,324 คน และความเป็นรัฐวิสาหกิจ

โก “ดิจิทัล” เพิ่มโอกาสใหม่

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ปณท ยังมีโอกาสอีกมากที่จะพัฒนาตนเอง จาก “ดีเอ็นเอ” แต่แรกเริ่มที่ให้ความสำคัญกับ “การบริการประชาชน” แต่ต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น พัฒนากลุ่มธุรกิจไปรษณีย์ภัณฑ์ดั้งเดิมประเภทส่งจดหมาย ไปสู่รูปแบบ “ดิจิทัล” โดยพัฒนาระบบการจัดการด้านเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจรให้ภาครัฐ ธุรกิจ และประชาชน รวมถึงนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนารูปแบบบริการใหม่ในธุรกิจขนส่ง และอีคอมเมิร์ซ โดยกำลังพัฒนาแพลตฟอร์ม “อีคอมเมิร์ซ” รูปแบบใหม่ คาดว่าจะเปิดตัวได้ใน ก.ย.-ต.ค.นี้ เพิ่มเติมจากที่มี Thailandpostmart.com อยู่แล้ว รองรับการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซเพื่อรักษาฐานรายได้เดิม และนำไปสู่รายได้ใหม่

“ปีนี้เราจะมุ่งสู่ดิจิทัลมากขึ้น ถ้าในแง่บริการก็จะมีทั้งรูปแบบบริการใหม่ และการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ร่วมกับแคท เทเลคอม นำเซ็นเซอร์ไอโอทีติดตั้งในตู้ไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อเช็กว่ามีคนส่ง จม.หรือไปรษณีย์เท่าไร โดยไม่ต้องให้คนวิ่งเข้าไปดู ประหยัดทั้งแรงงาน ค่ารถ คาดว่าในปีนี้น่าจะเริ่มเห็นสักพันกว่าตู้ จากที่มีทั้งหมด 22,000 ตู้”

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการจ้างที่ปรึกษาให้มาพิจารณาความเป็นไปได้ในลงทุนบริการ ตู้ iBOX จากที่มีการทดลอง 10 กว่าแห่ง เพิ่มเป็น 30,000 แห่งทั่วประเทศ โดยตู้ดังกล่าวจะนำไปติดตั้งในที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ และตามหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งรัฐ และเอกชน เพื่อทำหน้าที่รับฝาก และนำจ่ายสิ่งของอัตโนมัติ ซึ่งทางเลือกในการลงทุนมีทั้งในรูปแบบของการเช่า, ร่วมทุน และลงทุนซื้อ

“บริษัทลูกเราให้บริการขนส่งน้ำยาล้างไตกับ รพ.ต่าง ๆ อยู่แล้วก็จะขยายไปดูแลเรื่องสุขภาพมากขึ้น เช่น ทำตู้อัตโนมัตินำส่งยาที่เปิดด้วยมือถือ และควบคุมอุณหภูมิได้ ก็จะเพิ่มการบริการได้โดยไม่ต้องเพิ่มคน โดยจะนำไปติดตั้งที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือที่ทำการไปรษณีย์ต่าง ๆ ทำให้ต้นทุนการเดินทางไปรับยาของประชาชนถูกลง เป็นการกลับไปที่พันธกิจแรกของเรา คือ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอดด้วย”

ผนึกพันธมิตรปิดจุดอ่อน

นายก่อกิจกล่าวต่อว่า ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐจะมีต่อเนื่อง เช่น เดือนที่แล้วร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และกำลังจะเซ็นสัญญากับกรุงไทย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พัฒนาบริการร่วมกัน เริ่มจากการรับจ่ายภาษีโรงเรือนทั่วประเทศได้ที่ไปรษณีย์ไทย และธนาคารกรุงไทย เป็นต้น

“กำลังจะเซ็นกับเอดด้าทำอีแสตมป์ และกับไมโครซอฟท์เป็นตัวแทนรับชำระเงิน คือ ซอฟต์แวร์วันนี้ไม่ได้ขายเป็นแผ่น แต่ขายเป็นเซอร์วิส เช่น โปรแกรม 365 แต่หลายหน่วยงาน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าจะซื้อใช้ เขาทำไม่ได้เพราะไม่มีคอร์ปอเรตการ์ด เราจะเป็นคนออกบิลแวตให้ ใครอยากซื้อ 365 ของไมโครซอฟท์แล้วไม่มีบัตรเครดิต เราจะเป็นตัวแทนรับชำระให้ และถ้าวันนี้จ่ายได้ที่ ปณท วันหน้าก็จ่ายผ่านวอลเลตของเราได้”

ด้านนายรัฐพล ภักดีภูมิ ประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวด้วยว่า นโยบายของคณะกรรมการบริษัทที่ให้ ปณท คือการรักษาฐานธุรกิจเดิม และรุกตลาดใหม่ โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาบริการ ซึ่งต้องยอมรับว่าข้อจำกัดของความเป็นรัฐวิสาหกิจอาจทำให้การดำเนินงานต่าง ๆ มีความล่าช้า จึงจะพัฒนาบริการใหม่ผ่านบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น ซึ่งเป็นบริษัทลูก หรือร่วมมือกับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ เช่น บริการ fulfillment หรือบริการอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ขายสินค้าออนไลน์ ที่ครอบคลุมตั้งแต่บริการคลังสินค้า และการจัดส่ง เป็นต้น

“การทำบริการขนส่งสินค้าทางอากาศในประเทศก็น่าสนใจ เพราะธุรกิจการบินมีปัญหาจะมีระวางว่างใต้ท้องเครื่องบิน เราอาจทำบริการ same day ส่งผักผลไม้ไปเชียงใหม่ หรือภูเก็ตได้ คือจะทำต้องหาว่าในซัพพลายเชนต่าง ๆ มีคนที่แข็งแรง และทำอะไรได้ดีตรงไหนที่จะมาร่วมกับเราได้ ต่างฝ่ายต่างทำในสิ่งที่ถนัด ไปรษณีย์ไทยอยู่ในโพซิชั่นที่ดี มีความเนื้อหอมพอสมควร หลายองค์กรธุรกิจอยากมาคุยด้วยจากระบบเครือข่าย และคนของเราที่มีความพร้อม”

โควิดเอฟเฟ็กต์ปรับแผนลงทุน

สำหรับการลงทุนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.พัฒนาระบบงานต่าง ๆ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น ลงทุนระบบคัดแยกอัตโนมัติ เพื่อให้นำจ่ายได้เร็วขึ้น เพราะปริมาณพัสดุเยอะขึ้นมาก และ 2.การลงทุนธุรกิจใหม่จะเน้นการหาพันธมิตรเข้ามาทำร่วมกัน

นายก่อกิจเสริมว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้บริษัทต้องปรับแผนการลงทุนใหม่ เช่น เดิมจะมีลงทุนสร้างที่ทำการไปรษณีย์ใหม่ใช้เงิน 1,000-2,000 ล้านบาท ก็ปรับมาเป็นการรีโนเวต เป็นต้น รวมถึงแผนเดิมที่จะมีการสร้างสำนักงานแห่งใหม่ มูลค่า 3,000 ล้านบาท

“การสร้างอาคารมูลค่า 3 พันล้านบาท ที่หยุดไปก็เซฟได้ตั้งแต่ค่าออกแบบ 80 ล้านบาทแล้ว เราต้องกลับมานั่งดูตัวเองใหม่ เพราะโลกก่อนและหลังโควิดเปลี่ยนไปเยอะ และไม่มีคำตอบเดียวว่าต้องทำอย่างไร แต่สิ่งที่เห็นชัด คือ ถ้าจะไม่เป็นภาระกับประเทศชาติ เราต้องรักษาระดับเงินสดของเราให้ดี อะไรที่เป็นการลงทุนที่สำคัญต้องทำ อันไหนไม่จำเป็นก็เลิก อะไรที่เป็นฮาร์ดแอสเซตถ้าไม่เห็นผลตอบแทนชัดว่าจะเพิ่มมูลค่าก็หยุด แต่การลงทุนเทคโนโลยี ทำระบบออโตเมชั่นเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นยังทำ”

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรก มีรายได้ 12,937 ล้านบาท มีกำไร 864 ล้านบาท และคาดว่าจะมีรายได้ทั้งปีกว่า 20,000 ล้านบาท ถือว่าได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 และการแข่งขัน เนื่องจากแต่เดิมเคยประเมินไว้ว่า ปีนี้จะมีรายได้ถึง 27,495 ล้านบาท และมีกำไรทั้งปีที่ 1,600 ล้านบาท

ชงตั้งองค์กรกำกับดูการแข่งขัน

นายรัฐพลกล่าวด้วยว่า ธุรกิจด้านการขนส่งในประเทศไทยยังขาดการกำกับดูแล โดยเฉพาะด้าน “ราคา” ต่างจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น โทรคมนาคมที่มี กสทช. และพลังงานที่มีคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน เป็นต้น เพื่อให้มีการดูแลมาตรฐานการบริการ การแข่งขันอย่างเท่าเทียม และคุ้มครองผู้บริโภคด้วย

“เราไม่ได้กลัวการแข่งขัน ยินดีด้วย แต่การมีเรกูเลเตอร์ คือ การมีคนที่มองผลประโยชน์ทั้ง 2 ด้านในระยะยาว การทำแล้วขาดทุนไปเรื่อย ล้มไป ใครเดือดร้อน ถ้ามีการแข่งราคา แล้วเรกูเลเตอร์บอกว่าโอเค เราก็โอเค เราชอบที่มีการแข่งขัน ชอบที่ทุกคนพัฒนาบริการให้ประชาชน แต่การมีผู้กำกับดูแลก็มีความจำเป็น ทำให้มีการแข่งขันเท่าเทียม และมีมาตรฐาน เพราะนอกจากราคาแล้ว ยังมีเรื่องที่ต้องทำเยอะ”

นายก่อกิจเสริมว่า ในฐานะเป็น “ผู้ให้บริการ” คงทำได้แต่การส่งเสียงบอกว่า ต้องมีการกำกับดูแล เพราะคณะกรรมการกิจการไปรษณีย์ปัจจุบัน มีหน้าที่อนุมัติแสตมป์ และอนุมัติที่ตั้งที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งจะเปิดสาขาต้องได้รับอนุมัติ ต่างจากเอกชนที่ทำได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ในแง่การคุ้มครองประชาชนในระยะยาวยังไม่มี เช่น ในประเทศสวีเดน จะรวมกิจการไปรษณีย์เข้าไปด้วยในการกำกับดูแล กสทช.

“ความเป็นรัฐวิสาหกิจ มีเรื่องที่ควรทำ ต้องทำ ไม่ควร และไม่ต้อง ซึ่งวันนี้ยังกระจัดกระจายก็ต้องมาจัดระเบียบ เพื่อให้องค์กรอยู่ต่อและแข่งขันได้ ซึ่งในแง่ความเป็นดิจิทัล นอกจากบริการแล้วก็ยังมีเรื่องในองค์กรด้วยที่พยายามจะดิจิทัลไลเซชั่น แต่ต้องใช้เวลา องค์กรเราเป็นไฮบริด คือเกิดมาจากการสื่อสาร เป็นบริการพื้นฐานที่ต้องมีทุกที่ โดยเชื่อมทุกที่ด้วยรถยนต์ แต่รถจะขนแต่จดหมายก็คงไม่ได้ ต่อมาจึงหันมาขนกล่องด้วย แต่ทำมาทำไป กล่องกลายเป็นรายได้หลัก กว่า 50% และโตต่อเนื่อง ฉะนั้น เราเกิดจากซอง โต และอยู่ได้ด้วยกล่อง”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ