“สมชัย” แม่ทัพ “เอไอเอส” ผู้นำองค์กรธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

องค์กรที่ก้าวผ่าน 3 ทศวรรษ สู่ปีที่ 30 มาได้อย่างแข็งแรงจนขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจที่ได้ชื่อว่าขับเคี่ยวกันอย่างรุนแรงที่สุดธุรกิจหนึ่ง บุกเบิก แข่งขัน ผ่านร้อนผ่านหนาวฝ่าวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่ามาถึงวันนี้ จนมีมาร์เก็ตแคปทะลุ 6-7 แสนล้านบาทได้ย่อมไม่ธรรมดา ตั้งแต่ทีมงาน คณะผู้บริหาร และผู้นำองค์กรที่ขับเคลื่อน ผลักดัน “เอไอเอส” ให้มายืนอยู่จุดนี้ได้

“สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ซีอีโอคนปัจจุบันย้ำเสมอว่า “ความสำเร็จของเอไอเอสมาจาก “คน” ไม่ใช่เงินทอง หรือเทคโนโลยี พร้อมยกตัวอย่างว่า “เอไอเอส” เริ่มต้นจากการมีคลื่น 17.5 MHz คู่แข่งมี 75 MHzเปรียบกับนำนักมวยรุ่น “เฮฟวี่เวต” มาชกกับ “ไลท์เวต” แต่ผ่านมาได้โดยบริหารจัดการทรัพยากรคลื่นที่น้อยกว่า แต่ทำให้ได้ผลลัพธ์มากกว่าได้เพราะการทำงานหนักของทีมงาน

ถึงอย่างนั้นก็รู้ดีว่า การรักษาความสำเร็จท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง การเตรียม “คน” ให้พร้อมอยู่เสมอจึงสำคัญและยาก และว่าในฐานะ “ผู้นำ” ที่ต้องมองไกลไปกว่าปัจจุบันจำเป็นต้องทำ และนำองค์กรก้าวข้ามกับดักความสำเร็จให้ได้ นำไปสู่การเปลี่ยนหลายสิ่ง วัฒนธรรมองค์กรล่าสุด บนคำ 3 คำ “fit-fun-fair” น่าจะสะท้อนสิ่งที่เขาอยากให้เป็นได้กับเป้าหมายสู่ “ดิจิทัลเซอร์วิสโพรไวเดอร์”

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “สมชัย” อีกครั้งในโอกาสครบ 30 ปีวันที่ 1 ต.ค. 2563 อะไรทำให้ “เขา” ลุกขึ้นมาเขียนหนังสือ “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา”

ทั้งที่บอกมาตลอดว่าเป็นนักฟัง และนักทำ มากกว่า “นักอ่าน” องค์กร “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา”

“สมชัย” บอกว่า สาเหตุที่ลุกขึ้นมาเขียนหนังสือก็เพื่อบันทึกเรื่องราวของบริษัท ประวัติโทรคมนาคมไทยผ่านเรื่องราวการทำงานของตนเองในองค์กร ซึ่งเริ่มจากพนักงานธรรมดา ๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเติบโตบนเส้นทางของผู้บริหารมืออาชีพ และที่ตั้งชื่อหนังสือว่า “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” ไม่ใช่เพราะเป็นคำเท่ หรือเพื่อความสละสลวยให้คนสนใจ

แต่เพราะ “เอไอเอส” เป็นบริษัทธรรมดาบริษัทหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แต่ทำไมแข็งแกร่งขึ้นมาได้ ทำไม “หุ้น” ถึงดี ย่อมมีความ “ไม่ธรรมดา”

“หนังสือเล่มนี้จะบอกพื้นฐานในการทำงานของเอไอเอสว่า เรามีหลักคิดอย่างไรในการทำธุรกิจ และเป็นองค์กรที่เปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสามารถได้แสดงฝีมือ มีตัวอย่างจากตัวผมเองที่มาจากพนักงานตอกบัตรธรรมดาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว”

ทำงานอย่างไร ? จะให้ผลลัพธ์ “ไม่ธรรมดา”

นอกจากเล่าประวัติบริษัทผ่านชีวิตการทำงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่แล้ว “สมชัย” ยังถือโอกาสทำบุญด้วย โดยนำรายได้จากการขายหนังสือบริจาคให้โรงพยาบาลบ้านแพ้ว

“โรงพยาบาลได้สร้างตึกใหม่ยังขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์อยู่มาก เลยอยากใช้เงินส่วนนี้มาสนับสนุน”

เส้นทางซีอีโอ 23 ปี

“สมชัย” ย้ายจากกลุ่มอินทัช (บริษัทแม่ของเอไอเอส) มาทำงานที่ “เอไอเอส” เริ่มต้นจากแผนกธุรกิจสัมพันธ์ ซึ่งต้องติดต่อกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท. หรือทีโอทีในปัจจุบัน) คู่สัญญา สัมปทาน จากนั้นย้ายไปหน่วยงานการตลาดดูแลบริการเสริมต่าง ๆ (ปั้นข่าวด่วนผ่านเอสเอ็มเอสหรือฮอตนิวส์ และบริการเสียงรอสายหรือคอลลิ่งเมโลดี้ จนเป็นที่รู้จัก)และเปลี่ยนอีกรอบมาดูแลงานการตลาด

“23 ปีในเอไอเอสถือว่าไม่นานเลย ผมยังรู้สึกเหมือนเพิ่งมาทำงานเมื่อวาน 23 ปีแม้ไม่เปลี่ยนบริษัท แต่งานเปลี่ยนตลอดแทบทุก 5-6 ปี ซึ่งไม่เหมือนกันเลยงานธุรกิจสัมพันธ์เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะอย่างหนึ่ง บริการเสริมก็ใช้อีกทักษะ เช่นกันกับการตลาด”

สำหรับเขาเป็นความท้าทาย เพราะเท่ากับได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา

“หลายคนเวลาเปลี่ยนงานจะกลัว แต่ผมมีความสุขเพราะได้เจอสิ่งใหม่ตลอด เวลาเปลี่ยนงานหรือได้ทำอะไรใหม่ช่วงปีแรกเป็นช่วงการเรียนรู้ ปีที่ 2 เป็นช่วงลองผิดลองถูก พอปีที่ 3 จะไม่ผิดแล้ว และจะรู้แล้วว่าทำได้หรือไม่ได้ ฉะนั้น ถ้าได้รับมอบหมายให้ทำสิ่งใหม่ ๆ จึงอย่าไปกลัว”

แต่ให้คิดว่าเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้ เป็นประสบการณ์ที่จะหาไม่ได้ ถ้าไม่ได้ “ทำงาน” และว่า “การจะเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรใด ๆ ได้ต้องมีความรอบรู้ในหลากหลายองค์ความรู้”

คิดแบบเจ้าของทำแบบมืออาชีพ

สมชัยบอกว่า องค์กรใหญ่มี 2 แบบ อย่างแรกคือ องค์กรที่มีเจ้าของ อีกแบบคือ องค์กรมืออาชีพ เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯแบบ “เอไอเอส” ซึ่งแบบหลังจะพยายามสรรหาคนที่มีความสามารถมาทำงานให้ โดยองค์กรมืออาชีพจะเปิดโอกาสให้พนักงานที่มีความรู้ความสามารถแสดงฝีมือและเติบโต ซึ่งองค์กรทั้งสองแบบต่างมีข้อดีและข้อเสีย เช่น ข้อดีขององค์กรมืออาชีพจะมีแพตเทิร์นชัดเจน ทำงานให้เห็นและจับผลงาน ไม่ต้องประจบเอาใจใคร แต่ข้อเสียก็มี เช่น การตัดสินใจอาจช้ากว่าองค์กรแบบที่มีเจ้าของสไตล์การทำงานของเขาจะผสมผสานกันในแบบ “คิดแบบเจ้าของแต่ทำแบบมืออาชีพ”

“เราเป็นบริษัทธรรมดา เมื่อ 30 ปีที่แล้วไม่มีใครคิดว่าจะโตมาได้ขนาดนี้ อาจด้วยเหตุผล 2 อย่าง คือ 1.เทคโนโลยี และ 2.ความจำเป็นของมือถือ อาจถือเป็นโชคดีของเราแต่ผมเชื่อว่านอกจากโชคดีแล้ว ความไม่ธรรมดาของเราเกิดจากการทำงานของผู้บริหารทุกยุค ไม่ใช่เฉพาะผม ตั้งแต่ผู้ก่อตั้งและมืออาชีพ ตั้งแต่คุณบุญคลี คุณอารักษ์ คุณสมประสงค์ คุณวิกรม คุณวิเชียร ทุกคนมีส่วนในการสร้างตำนานทำให้บริษัทห้องแถวเล็ก ๆ ขึ้นมาเป็นบริษัทใหญ่ได้”

ส่งไม้ต่อองค์กรคนรุ่นใหม่

“สมชัย” ทิ้งท้ายด้วยว่า ผมเคยพูดว่าวันที่มีความสุขที่สุดจากการทำงาน23 ปี คือ วันที่ 12 ก.พ. 2563 (วันประมูลคลื่น 5G ได้) เพราะที่ผ่านมาเอไอเอสต้องทำงานด้วยความยากลำบากจากการ

มีคลื่นจำกัด เมื่อกลายเป็นผู้ที่มีคลื่นความถี่มากที่สุดในประเทศไทยจึงยิ่งมั่นใจได้ว่าจะส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้ลูกค้าต่อได้ ทั้งประกาศลงทุนต่อเนื่องอีกกว่า 3.5 หมื่นล้านบาทเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทย

“ผมกล้าพูดว่าโอเปอเรเตอร์ลงทุน 5G วันนี้ไม่ใช่เพื่อตัวเองเลย ถ้าเพื่อตัวเองรออีก 2 ปีค่อยทำ แต่เราทำเพื่อสังคม เพื่อประเทศ เพราะ 5G จะเป็นตัวสร้างความแตกต่างให้อีอีซีดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนได้”

และว่าอีก 2 ปีก่อนเกษียณจะเป็นช่วงการเตรียมผลักดัน และเตรียมคนรุ่นใหม่มารับไม้ต่อ เพราะเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ยังไงต้องเก่งกว่าคนรุ่นเก่า

“สิ่งที่เอไอเอสอยากทำให้ประเทศไทยมาก ๆ คือ ดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับคนไทยทุกคนได้มีโอกาสใช้ ให้ธุรกิจต่าง ๆ ก็หวังว่าเราจะทำสิ่งที่เราฝันให้เป็นจริงให้กับคนไทย ให้สังคมไทยได้”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ