Disney+ คู่แข่งที่น่าจับตา ของ Netflix

A screen announcing the Disney+ streaming service is seen at the D23 Expo, billed as the "largest Disney fan event in the world," on August 23, 2019 at the Anaheim Convention Center in Anaheim, California. - Disney Plus will launch on November 12 and will compete with out streaming services such as Netflix, Amazon, HBO Now and soon Apple TV Plus. (Photo by Robyn Beck / AFP)
Tech Times
มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ

ตอนเปิดตัว Disney+ ปลายปี 2019 Disney คาดว่าจะมีลูกค้า 60-90 ล้านคนใน 5 ปี แต่ผ่านไปแค่ 13 เดือน Disney+ มีลูกค้ากว่า 86.8 ล้าน ทำให้บริษัทแม่อย่าง Disney ต้องปรับตัวเลขคาดการณ์ปี 2024 ใหม่ เป็น 230-260 ล้านคน

การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ Disney+ นั้นสุดแสนจะน่าทึ่งเพราะเปิดตัวตอนที่ตลาดคลาคล่ำไปด้วยคู่แข่งตัวฉกาจทั้ง Apple TV+Netflix HBO Max Paramount+ และ AMC Plus

หากเทียบเบอร์ 1 อย่าง Netflix ที่มีลูกค้า 195 ล้านรายทั่วโลกก็ถือว่ายังห่างไกล แต่ Netflix ใช้เวลา 5 ปีถึงจะมีลูกค้า 80 ล้าน ขณะที่ Disney+ ใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียว

แน่นอนว่าไม่แฟร์ที่เอามาเทียบกับ Netflix เพราะตลาดแตกต่างจากตอนนี้มาก ทั้งการแข่งขัน การตอบรับจากผู้บริโภค และความพร้อมของเทคโนโลยี แต่ความสำเร็จของ Disney+ ก็ยังน่าประทับใจอยู่ดี

ประจักษ์พยานคือตัวเลขการเติบโตที่พุ่งพรวดแบบที่ใครเห็นก็ต้องอิจฉา เช่น มีลูกค้าสมัครใช้บริการ 10 ล้านคนภายในวันแรกที่เปิดตัว พอสิ้นไตรมาสแรกก็พุ่งเป็น 26.5 ล้าน และไต่เพดานขึ้นเป็น 33.5 ล้านในไตรมาส 2 และ 57.5 ล้านในไตรมาสถัดมา

เมื่อถึงไตรมาส 4 ก็มีกว่า 73.7 ล้านคน บางส่วนมาจากโปรโมชั่นที่รวมหลายบริการในเครือ รวมถึงโปรโมชั่นที่ทำร่วมกับพาร์ตเนอร์อย่าง Verizon ที่ให้ลูกค้าดู Disney+ ฟรีเป็นเวลา 1 ปี



ในวันพบปะนักลงทุนต้น ธ.ค.ที่ผ่านมา Disney ตรึงนักลงทุนและนักวิเคราะห์ให้จดจ่ออยู่กับเนื้อหาที่นำเสนอได้นานถึง 4 ชั่วโมง

มีการเปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ กว่า 100 โครงการ อัดแน่นด้วยคอนเทนต์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ รวมถึงหนังและซีรีส์ระดับ blockbuster จากตระกูล Star Wars, Marvel และ Pixel

ขณะที่คู่แข่งมุ่งมั่นกับการกว้านซื้อคอนเทนต์ดี ๆ และทุ่มงบฯมหาศาลจ้างผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ นักแสดง ผลิตคอนเทนต์มาดึงดูดผู้ชม Disney กลับใช้กลยุทธ์ที่ต่างออกไป โดยเน้นนำคอนเทนต์ที่ตัวเองเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์มาต่อยอดและแตกไลน์ไปยังธุรกิจอื่น โดยใช้ตัวละครที่ดังติดตลาดเป็น “ป๋าดัน” ปั้นดาวดวงใหม่ขยายฐานคนดูออกไปเรื่อย ๆ

เมื่อมีแม่เหล็กอย่าง Ant Man Black Widow Iron Man Hulk Darth Vader และ Obi-Wan Kenobi ในสังกัด บรรดาแฟนคลับก็เหมือนลูกไก่ในกำมือแถมตัวละครเหล่านี้ยังขยันแนะนำสมาชิกใหม่ขยายฐานคนดูได้อีก

Disney ยังใช้แคแร็กเตอร์ดัง ๆ ไปหากินในธุรกิจอื่น เช่น ใช้เป็น theme หรือกิมมิกใหม่ ๆ ในสวนสนุกพร้อมผลิตของที่ระลึกออกมาดูดเงินจากกระเป๋าแฟนคลับได้อีกเป็นกระบุงโกย

ไม่แปลกที่หนึ่งวันหลัง investor day หุ้นของ Disney จะพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขนาดยังไม่ได้โฟกัสไปยัง ESPN+ผู้นำด้าน sports streaming ซึ่งน่าจะมีลูกค้า 20-30 ล้านคนในปี 2024 เพิ่มจากที่คาดการณ์เดิมที่ 8-12 ล้าน

“Bob Iger” ประธานบริษัทสมควรได้เครดิตจากความสำเร็จนี้ เพราะเป็นผู้ให้แนวทางการสร้างกลยุทธ์ที่ทุกธุรกิจต้องส่งเสริมกันและกันแบบไร้รอยต่อ ทำให้ Disney ผงาดเป็นผู้ให้บริการสตรีมมิ่งที่โดดเด่นจนได้รับการจัดอันดับให้เป็นสุดยอดแอปดูหนังแห่งปีของ Google กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ Netflix ในที่สุด

ในอนาคตหากผลิตคอนเทนต์มากขึ้นและรู้จักนำจุดแข็งในเครือมาใช้ต่อเนื่องก็อาจเป็นคู่ท้าชิงตำแหน่งแชมป์ที่น่าจับตาที่สุดรายหนึ่ง


ขนาด Disney+ ประกาศขึ้นราคาค่าสมาชิกอีก 1 เหรียญ เป็น 7.99 เหรียญในปีหน้า นักวิเคราะห์ก็ยังมั่นใจว่าบริษัทจะเดินหน้าเติบโตต่อไป โดยคาดว่าหากรวมสมาชิกทุกบริการในเครือ ได้แก่ Disney+ Hulu และ ESPN+ บริษัทจะมียอดสมาชิกทั้งหมดอยู่ที่ 300-350 ล้านรายภายในปี 2024 เลยทีเดียว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ