“ราชาเฟอร์รี่” ปรับแผนครบวงจร รับนักท่องเที่ยวจีนพุ่ง 70%

“ราชาเฟอร์รี่” เผย 3 ไตรมาสผลประกอบการตามเป้า 500 ล้านบาท ทุ่มอีก 400 ล้าน รีโนเวตท่าเรือ พร้อมเปิดตัวเรือ R11 เสริมทัพ จุผู้โดยสารกว่า 400 คน ตั้งเป้าปี”63 เพิ่มเรือถึง 20 ลำ รับท่องเที่ยวบูมต่อเนื่อง เผยชาร์เตอร์ไฟลต์จีนพุ่ง ดันยอดจองออนไลน์ 55% คาดผู้ใช้บริการปีนี้แตะ 1.5 ล้านคน มั่นใจขึ้นนำด้านการขนส่งเชื่อม 2 มหาสมุทรภายใน 5 ปี

นายอภิชาติ ชโยภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท่าเรือเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) หรือ RP เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2560 ที่ผ่านมา แม้จะเกิดวิกฤตน้ำท่วม กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง แต่ใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมาย 500 กว่าล้านบาท ทำให้บริษัทมีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเดือนพฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ราชาเฟอร์รี่ได้เพิ่มเรือเฟอร์รี่บริการขนส่งข้ามฟากลำที่ 14 เริ่มเปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2561 เส้นทางดอนสัก-สมุย-ดอนสัก สำหรับประเภทของเรือลำที่ 14 คือ อาร์ 11 มีขนาดใหญ่ที่สุดในกองเรือที่มีอยู่ สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่า 400 คน บรรทุกรถยนต์ขนาด 4 ล้อได้ 80 คัน แล่นด้วยความเร็วเฉลี่ย 17 ไมล์ทะเล/ชั่วโมง

ด้านการบริหารจัดการ ได้มีการปรับในส่วนต่าง ๆ อาทิ การปรับเวลาจองตั๋วรถลงเรือเหลือเพียง 3 ชั่วโมงก่อนเดินทาง ทำให้ปี 2560 มียอดผู้ใช้บริการกว่า 1.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปี 2559 ขณะที่การบริการรถลงเรืออยู่ที่ 6.2 แสนคัน

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นบัตรโดยสารรายสัปดาห์ หรือบัตรออก้าการ์ด ราคา 250 บาท สำหรับผู้ที่เดินทางบ่อยภายในหนึ่งสัปดาห์ ปัจจุบันมี 200 กว่าใบแล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี เพราะสามารถเดินทางได้สะดวกเร็วขึ้น และบริษัทได้ลงทุนในด้านการให้บริการจองออนไลน์ หรืออาร์พีมาร์เก็ตเพลส ทำให้รายได้จากการจองตั๋วโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เราเป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่ให้บริการครบวงจรทุกเส้นทาง โดยเป้าหมายในการจองออนไลน์ล่วงหน้าต้องให้ถึง 55% ส่วนการให้บริการมั่นใจว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ท่าเรือราชาเฟอร์รี่จะเป็นผู้นำด้านขนส่งที่เชื่อมต่อระหว่าง 2 มหาสมุทร ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เรามองทิศทางการท่องเที่ยวว่าในอนาคตจะดี เราต้องเชื่อรัฐบาลที่บอกว่าประเทศไทยกำลังจะรวย เราต้องเตรียมพร้อม”

เสริมทัพเรือลำใหม่ – อาร์ 11 เรือใหม่ของราชาเฟอร์รี่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกองเรือ สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่า 400คน บรรทุกรถยนต์ขนาด 4 ล้อได้ 80 คันหรือรถบรรทุกขนาดใหญ่ได้ 40 คัน ให้บริการเส้นทางดอนสัก-สมุย-ดอนสัก รวมแล้วราชาเฟอร์รี่มีกองเรือให้บริการ 14 ลำ และมีแผนจะซื้อเรือเพิ่มเติม คาดว่าในปี 2563 จะสามารถให้บริการได้ถึง 20 ลำ

สำหรับการลงทุนที่ได้มีมติไปแล้วในปีนี้ คือ การรีโนเวตท่าเรือ และเพิ่มท่าเรือที่ 4-5 โดยจะมีการศึกษาเพิ่มที่ดอนสักและที่สมุย รวมถึงการทำห้องน้ำใหม่ ที่ต้องรองรับนักท่องเที่ยวให้ได้ 6-7 พันคนต่อวัน รวมงบการลงทุนคาดว่าประมาณ 300-400 ล้านบาท โดยใช้พื้นที่ท่าเรือสมุยประมาณ 10 ไร่ ท่าเรือดอนสักที่ยังเป็นคอขวด 64 ไร่ ซึ่งใช้ไปเพียง 40% ที่สามารถขยายการให้บริการได้ แต่ต้องเปิดเซอร์วิสแอเรียให้มากขึ้น ปรับปรุงให้เป็นมิตติ้งสเตชั่นมีร้านค้ามากมายหลากหลายรูปแบบเข้ามาให้บริการกับนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ยังมีแผนการลงทุนที่รอการอนุมัติจากบอร์ด คือ จะซื้อเรือเพิ่มให้ได้อีก 2 ลำ จะรวมเป็น 16 ลำ และในปี 2563 จะเพิ่มเรือให้ถึง 20 ลำ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างเพียงพอ โดยตั้งเป้าผู้ใช้บริการ 1.5 ล้านคนในปีนี้ ส่วนการขนส่งรถตั้งเป้าไว้ที่ 6.2 แสนคัน หรือมากกว่านั้น

“ปี 2561 น่าจะเป็นปีทองในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ต้องจัดช่วงเวลาให้เหมาะสม เพราะสิ่งที่สำคัญไม่ใช่เรือวิ่งอย่างเดียว ต้องมีเรื่องความปลอดภัย การต่อใบอนุญาตและการควบคุมทั้งหมดโดยยังคงคาดการณ์ตามเป้าหมายของบอร์ดบริหารว่าทุกปีธุรกิจต้องเติบโต 10-15% แต่ในปีนี้น่าจะเกินกว่าเป้าหมาย เพราะตั้งแต่เริ่มต้นของปีนี้มีตัวเลขการเติบโตค่อนข้างสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ตอนนี้เกาะพะงันและเกาะสมุยยังมีโรงแรมใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลายสิบแห่ง แต่รายได้หลักของราชาเฟอร์รี่ 60-70% ยังมาจากธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ ที่เหลือเป็นการขายอาหาร”

สำหรับอนาคตบริษัทมีความมุ่งมั่นจะเปิดให้บริการในจังหวัดกระบี่ แต่ต้องรอความพร้อมจากหลายด้านก่อน เป้าหมายในช่วงแรกเป็นเรือโดยสารบรรทุกคนจากกระบี่ไปเกาะยาว ใช้เวลาเดินทาง 20 นาที ความชัดเจนคาดว่าจะได้เห็นก่อนสิ้นปีนี้ ส่วนยอดเงินลงทุนน่าจะไม่ถึง 300 ล้านบาท เพราะจะเป็นการขนส่งเรือขนาดเล็ก

นายอภิชาติเปิดเผยว่า คาดว่าปีนี้จะสามารถเดินเรือในเส้นทางจังหวัดอื่นได้นอกจากสุราษฎร์ธานี เพราะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากจีน รัสเซีย ต้องการการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ซึ่งปัจจุบันกลุ่มลูกค้าของราชาเฟอร์รี่เป็นชาวจีนกว่า 70-80% โดยเฉพาะชาร์เตอร์ไฟลต์หรือไฟลต์บินแบบเช่าเหมาลำ จะมาลงที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและกระบี่แทบทุกวัน และช่วงวันที่ 2 ก.พ.-27 ก.พ. 2561 คาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทจะเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวจีนแบบครบวงจร ส่วนประเทศ CLMV จะเป็นกลุ่มบิ๊กไบก์จากสิงคโปร์และมาเลเซียออกทริปมาเที่ยว

สำหรับแผนธุรกิจปัจจุบันได้เน้นเรื่องการสร้างเครือข่าย อนาคตเตรียมเซ็นสัญญากับสายการบินจีน ปัจจุบันมีความร่วมมือกับแอร์เอเชียในการจองแพ็กเกจเดินทางทั้งเครื่องบิน รถ และเรือ ในคราวเดียวกัน รวมถึงการเป็นหุ้นส่วนกับอีกหลายบริษัท ทั้งการขนส่งสาธารณะ โรงแรม

 

 

Previous articleเพื่อไทยเปิด 5 โครงการรัฐ ส่อทุจริต ฉะ ป.ป.ช.เป็น “ไฮเตอร์” ฟอกขาวปมนาฬิกาหรู “บิ๊กป้อม”
Next articlePTG เปิดสาขาสมุทรปราการพร้อมศูนย์บริการรถยนต์คุณภาพอันดับ 1 จากญี่ปุ่น “AUTOBACS”