TTW โกยเงิน 5.4 พันล้าน ยอดจำหน่ายประปาพุ่ง

ภาพจาก pixabay.com

ทีทีดับบลิวเตรียมเดินเครื่องโรงผลิตน้ำประปาแห่งที่ 2 กระทุ่มแบน รองรับอสังหาฯ-อุตสาหกรรมโต ความต้องการใช้น้ำขยายตัวถึง 4% หนุนยอดขายน้ำประปาบริษัทพุ่งถึง 5.4 พันล้าน คาดปี”61 กระเตื้องขึ้นอีก 3% พร้อมมุ่งเจาะตลาดเมียนมา

น.ส.วลัยณัฐ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) หรือ TTW ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำประปารายใหญ่โซนปริมณฑล เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการทดสอบระบบโรงผลิตน้ำประปาแห่งที่ 2 อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 โดยโรงงานดังกล่าวมีกำหนดสัญญาถึงปี 2577 เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และโรงงานอุตสาหกรรมที่ขยายตัว รวมถึงรองรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ โรงงานดังกล่าวมีกำลังการผลิตเริ่มต้นประมาณ 100,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วัน และในอนาคตจะขยายกำลังการผลิตให้เป็น 4 แสน ลบ.ม./วัน เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้นประมาณปีละ 4%

ทั้งนี้ คาดว่ายอดขายน้ำประปาปี 2561 จะเติบโต 3% ซึ่งมาจากการจำหน่ายน้ำใน 2 พื้นที่ ให้กับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ได้แก่ พื้นที่ปทุมธานีและรังสิต มียอดขายน้ำเพิ่มขึ้น 4.4 ล้านคิว และพื้นที่นครปฐมกับสมุทรสาคร มียอดจำหน่ายน้ำเพิ่มขึ้น 7.5 ล้านคิว ทั้งนี้ จากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้รายได้การขายน้ำประปาอยู่ที่ 5,475 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.9% เทียบกับปี 2560 บริษัทมียอดขายน้ำประปารวมทั้งหมด 282 ล้านคิว/ปี เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ประมาณ 4.4%


ขณะเดียวกัน บริษัทได้เข้าไปยื่นข้อเสนอลงทุนทำโรงผลิตน้ำประปาที่เมืองเมาะลำไย ประเทศเมียนมา มูลค่า 400 ล้านบาท โดยเสนอกำลังการผลิตเบื้องต้นที่ 40,000 ลบ.ม./วัน เพื่อขายน้ำให้รัฐบาลเมียนมาโดยตรง เป็นสัญญา 30 ปี และต่อได้อีก 10 ปี+10 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำข้อสัญญารายละเอียด รวมถึงเงื่อนไขบางส่วนให้เรียบร้อย เช่น อัตราการแลกเปลี่ยน คาดว่าภายในไตรมาส 2 ปี 2561 จะเซ็นสัญญาและเริ่มการลงทุนได้ ตามแผนงานโครงการระยะแรกจะลงทุนใน 12 เขต ใช้เวลาก่อสร้างราว 18 เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2564 และในอนาคตวางแผนจะขยายไปอีก 10 เขต โดยเฉพาะการวางแผนศึกษาลงทุนที่เมืองเมียวดี และพะอัน เมียนมา

“บริษัทได้สนใจเข้าไปลงทุนในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) หัวเมืองท่องเที่ยว ได้แก่ ภูเก็ต สมุย เป็นต้น แต่ขณะนี้รอความชัดเจนของภาครัฐที่จะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน”

นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมาบริษัทได้ย้ายสถานีสูบน้ำดิบที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ไปตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากคุณภาพน้ำที่นำมาผลิตน้ำประปาไม่ค่อยดี ส่งผลให้ไม่สามารถส่งน้ำให้กับผู้ใช้น้ำในนิคมได้อย่างเพียงพอ ซึ่งขณะนี้ได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และสามารถซัพพลายน้ำให้นิคมอุตสาหกรรมบางปะอินได้อย่างต่อเนื่อง

Previous articleเลื่อน “แทกซ์รีฟันด์” ในห้าง ระบบไม่พร้อมสงกรานต์
Next articleอมรินทร์ฯ ผสานพลังไทยเบฟ ผุดโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข”