“ธนพิริยะ-แจ่มฟ้า” เพิ่มสาขาผนึกซัพพลายเออร์ สู้ศึกค้าปลีกส่วนกลาง

ค้าปลีก

2 ห้างภูธรภาคเหนือ “ธนพิริยะ-แจ่มฟ้า” ลุยขยายสาขาปี 2567 สู้ศึกทุนยักษ์ค้าปลีก-ค้าส่ง-ร้านสะดวกซื้อจากส่วนกลางที่ขยายสาขาทั้งขนาดใหญ่-กลาง-เล็กลงไปแข่งเดือด

เภสัชกรหญิงอมร พุฒิพิริยะ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้า จังหวัดเชียงราย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลอดปี 2566 สภาพเศรษฐกิจกำลังซื้อไม่ดี แต่คาดว่ายอดขายที่ได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้เติบโต10% หรือประมาณ 2,600 ล้านบาท และปี 2567 ตั้งเป้าเติบโต 15% พร้อมมีแผนลงทุนขยายสาขาอีก 6 สาขา จากปัจจุบัน 44 สาขาเพิ่มเป็น 50 สาขา

“เราไม่ได้อยากจะเร่งยอดขายจนกำไรหาย ต้องบาลานซ์ทุกส่วนเติบโตแบบยั่งยืน แต่ถ้านโยบายเงินดิจิทัลออกมา ยอดขายคงทะลุเป้าได้แน่นอน สำหรับการแข่งขันในธุรกิจค้าส่งค้าปลีกมีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งธนพิริยะทรานส์ฟอร์มตัวเองมาตลอด

ที่ผ่านมาเน้นค้าปลีกมากกว่าค้าส่ง ด้วยกลยุทธ์เดิมคือ ‘ถูกจริง ถูกใจใกล้บ้าน’ พยายามทำแบรนด์ให้แข็งแรง ด้วยการขยายสาขาเพิ่ม โดย 6 สาขาที่จะขยายในปีนี้หลัก ๆ อยู่ที่ จ.เชียงราย เพราะกำลังซื้อค่อนข้างมาก เมืองขยาย และมีที่ดินที่ซื้อไว้ช่วงโควิด และจะขยายไปยัง จ.เชียงใหม่ และ จ.พะเยา จังหวัดละ 1 สาขา”

สำหรับโปรเจ็กต์ “โลคอล โลว์ คอสต์” เป็นเรื่องการทำโปรโมชั่นเป็นสิ่งที่ธนพิริยะทำมาตลอดอยู่แล้ว ซึ่งซัพพลาย เออร์ก็ให้ความร่วมมือดีมาก เพราะเราทำเหมือนห้างโมเดิร์นเทรดที่ขายปลีกเป็นหลัก ทำโปรโมชั่นตลอดปี ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของการให้ธุรกิจไปสู่เป้าหมาย ซึ่งโปรเจ็กต์ “โลคอล โลว์ คอสต์” ก็ถือว่าดีเพราะเป็นการช่วยผู้ประกอบการรายเล็กด้วย

เปิดโมเดลใหม่สไตร์ขนาดใหญ่

เภสัชกรหญิงอมรกล่าวต่อไปว่า เมื่อช่วงสิ้นปี 2566 ที่ผ่านมาทางธนพิริยะได้เปิดโมเดลใหม่ เป็นสโตร์ขนาดใหญ่ พื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุนประมาณ 30 ล้านบาท ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินเชียงรายประมาณ 1-2 กิโลเมตร มีสินค้าในเลือกซื้อเกือบ 20,000 รายการ ภายในมีการตกแต่งอย่างสวยงาม เดินซื้อของได้สะดวกและพื้นที่จอดรถประมาณ 7-8 ไร่ พร้อมเปิดพื้นที่ให้บุคคลภายนอกเช่า

กลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มแม่บ้าน นักท่องเที่ยว กลุ่มต่างชาติ นักเรียน นักศึกษา เพราะอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย โดยสโตร์แห่งนี้แตกต่างจากสาขาทั่วไปที่มีพื้นที่เพียง 200-700 ตารางเมตร

แจ่มฟ้าตั้งเป้าโตทะลุ 2 พันล้าน

นายแพทย์ณัฐพล วงศ์มณีรุ่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท แจ่มฟ้าเซฟมาร์ท จำกัด ผู้ประกอบการห้างค้าปลีกรายใหญ่จังหวัดลำพูน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกปี 2566 ในภาคเหนือเริ่มมีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 หลังโควิด-19 คลี่คลาย

โดยผลประกอบการในปี 2566 ของแจ่มฟ้าเซฟมาร์ท เติบโตขึ้น 10% ยอดขายรวมอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้ไม่มีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อจากภาครัฐเข้ามาสนับสนุน แต่จากผลประกอบการสะท้อนถึงกำลังซื้อที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันแจ่มฟ้าเซฟมาร์ทมีสาขาในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่รวมกันจำนวน 21 สาขา อยู่จังหวัดลำพูน 7 สาขา และเชียงใหม่ 14 สาขา และในปี 2567 จะเดินหน้าขยายสาขาเพิ่มอีก 2 สาขา และตั้งเป้าปี 2567 ยอดขายเติบโตที่ 10% จากปีที่ผ่านมา

สำหรับปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงกระตุ้นให้ผลประกอบการในปี 2566 เป็นไปตามเป้าหมาย คือ การลงทุนขยายสาขาเพิ่ม 4 สาขาในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 นอกจากนี้มุ่งเน้นทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เกือบ 300 บริษัท ใช้กลยุทธ์ราคาเป็นตัวดึงดูดสำคัญ เน้นทำโปรโมชั่นทุกวัน โดยเปลี่ยนโปรโมชั่น 2สัปดาห์ต่อ 1 ครั้ง

ซึ่งซัพพลายเออร์จะนำสินค้าใหม่ ๆ มานำเสนอขายอย่างต่อเนื่อง อาทิ ผลิตภัณฑ์นมพรีเมี่ยม อาหารกลุ่มเฮลตี้ ผงซักฟอกที่มีประสิทธิภาพหลายออปชั่น เป็นต้น ทำให้สินค้ามีความหลากหลายมากขึ้น

Local Low Cost ช่วยเพิ่มพลัง

นายแพทย์ณัฐพลกล่าวต่อว่า การผนึกกำลังของผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีกในต่างจังหวัด เพื่อจัดมหกรรมลดราคาสินค้าในชื่อ “Local Low Cost” ทำให้เห็นพลังการรวมตัวของผู้ประกอบการท้องถิ่นที่แข่งขันได้ และยังช่วยกระตุ้นยอดขายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งยอมรับว่าการจัด Local Low Cost ในรอบที่ 1 ยอดขายของแจ่มฟ้าเซฟมาร์ทเพิ่มขึ้น 10% ซึ่งใช้รูปแบบคือ ทุกห้างจัดอีเวนต์พร้อมกัน แต่แยกกันทำโปรโมชั่น

ขณะที่รอบ 2 ทุกห้างจัดอีเวนต์พร้อมกัน และทำโปรโมชั่นเดียวกัน ซึ่งพบว่ายอดขายลดลง ไม่แรงเท่ารอบแรก


ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละจังหวัดมีความแตกต่างกัน ดังนั้นในรอบที่ 3 ที่จะเริ่มปี 2567 ได้มีการคุยกันแล้วว่า จะใช้รูปแบบรอบแรกคือ แยกกันทำโปรโมชั่น แต่จะร่วมกันโปรโมต โดยแต่ละห้างจะชูสินค้าเด่นที่นำมาเป็นจุดขาย เช่น แจ่มฟ้าเซฟมาร์ทจะเน้นสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้ากลุ่มแม่และเด็ก และสินค้ากลุ่มครอบครัว เป็นต้น