แบงก์ชาติเผยเศรษฐกิจภาคเหนือ Q4/2566 ท่องเที่ยวฟื้น

แบงก์ชาติเผย เศรษฐกิจภาคเหนือ ไตรมาส 4/2566 ท่องเที่ยวฟื้นต่อเนื่อง จัดเฟสติวัลกระตุ้นดีมานด์นักท่องเที่ยวพุ่ง

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางพรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ แถลงภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 4/2566 โดยพบว่าเศรษฐกิจภาคเหนือปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน

โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจที่สำคัญคือ การท่องเที่ยวปรับดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของภาคเหนือ ประกอบกับในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในปี 2566 มีการจัดกิจกรรมในพื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่มุ่งเน้นการขัยบเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยงานเทศกาล (Festival Economy) ส่งผลให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเพิ่มขึ้น

ด้านรายได้เกษตรกรขยายตัวชะลอลง ตามผลผลิตที่ลดลงจากผลของปรากฎการณ์เอลนีโญ ที่ส่งผลต่อผลผลิตข้าวนาปี มันสำปะหลังและอ้อย ลดลง ขณะที่ด้านราคาขยายตัวได้ต่อเนื่อง

ส่วนผลผลิตอุตสาหกรรมปรับลดลงเล็กน้อย ตามการผลิตหมวดอาหารและเครื่องดื่ม และหมวดชิ้นส่วนเครื่องจักรและอุปกรณ์ปรับลดลง หลังเร่งผลิตและส่งออกไปในช่วงไตรมาสก่อน ตลาดแรงงานทรงตัว สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 ทรงตัว หลังเร่งมาต่อเนื่อง

ด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับดีขึ้น ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนปรับดีขึ้นเล็กน้อย ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูท่องเที่ยวและช่วงเทศกาล อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนลดลงเล็กน้อย จากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์

ส่วนหมวดก่อสร้างปรับดีขึ้นบ้าง ตามการลงทุนเพื่อการก่อสร้าง สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐลดลง จากรายจ่ายลงทุนหดตัวต่อเนื่อง ส่วนรายจ่ายประจำขยายตัว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงจากไตรมาสก่อน ตามหมวดพลังงานและอาหารสด ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานลดลงเล็กน้อย

นางพรวิภา กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจภาคเหนือไตรมาส 1/2567 คาดว่าชะลอลงบ้างหลังผ่านช่วงฤดูท่องเที่ยว รวมทั้งมีความเสี่ยงจากรายได้เกษตรกรบางส่วน ที่อาจได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ และค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูงเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของการบริโภค

ขณะที่การท่องเที่ยวมีโอกาสขยายตัวตามจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และผลผลิตอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อส่งออกคาดว่ากลับมาปรับดีขึ้น ตามความต้องการของคู่ค้าหลังปัญหาสต็อกสูงคลี่คลาย

อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังคงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง จึงกำหนดให้สถาบันการเงินต้องให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ดูแลลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่มีปัญหาชำระหนี้ ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ ช่วยลูกหนี้ที่เข้าข่ายเป็นหนี้เรื้อรังให้ปิดจบหนี้ได้

รวมถึงคุ้มครองสิทธิลูกหนี้ให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น ทั้งด้านการคิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และการให้ข้อมูลสำคัญอย่างครบถ้วนเปรียบเทียบได้ อย่างไรก็ดี ลูกหนี้จำเป็นต้องปรับตัวและสร้างวินัยทางการเงินเพิ่มขึ้น เพื่อให้การแก้หนี้ครัวเรือนมีประสิทธิภาพและยั่งยืน