ฝุ่นควันภาคเหนือจุดความร้อนเริ่มพุ่ง คาดชิงเผาก่อนประกาศห้ามเผา 45 วัน

ฝุ่น PM 2.5, เผาป่า ควัน
แฟ้มภาพ

ฝุ่นควันภาคเหนือจุดความร้อนเริ่มพุ่ง คาดชิงเผาก่อนประกาศห้ามเผา 45 วัน ระหว่างวันที่ 15 ก.พ.-30 เม.ย. 2567 ด้านจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน-น่าน เร่งระดมทุกหน่วยงานสกัด

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานจากจังหวัดเชียงใหม่ว่า สถานการณ์ค่า PM 2.5 ฝุ่นควันของภาคเหนือหลายพื้นที่เริ่มมีค่าสูงขึ้น และเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ พบว่าเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 เริ่มมีจุดความร้อนเพิ่มขึ้นรวม 649 จุด ส่วนใหญ่เกิดขี้นในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 303 จุด ป่าอนุรักษ์ 206 จุด พื้นที่เกษตร 53 จุด

โดยเกิดขึ้นในพื้นที่เชียงราย 78 จุด เชียงใหม่ 70 จุด ลำปาง 60 จุด ลำพูน 15 จุด น่าน 47 จุด และนครสวรรค์ 35 จุด อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบในช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-14 กุมภาพันธ์ พบว่าลดลงกว่าปี 2566 ที่มี 23,913 จุด เหลือเพียง 5,417 จุด ดังนั้น ในภาพรวมทั้งภาคเหนืออากาศยังอยู่ในระดับดี

ทั้งนี้ ค่าอากาศที่เกิดขึ้นมีค่ามลพิษที่เริ่มสูงขึ้นในบางพื้นที่ คาดว่าเนื่องจากเกิดการบริหารจัดการไฟ หรือชิงเผาในพื้นที่แต่ละจังหวัด ก่อนที่จะมีประกาศห้ามเผาในวันที่ 15 กุมภาพันธ์-30 เมษายน 2567 ประกอบกับระบบการชิงเผาที่ไม่สมบูรณ์ในการจัดการที่อาจจะมีการลักลอบเผาด้วย ทำให้ค่าอากาศแต่ละพื้นที่สูงขึ้นในช่วงนี้

สำหรับรายงานจุดความร้อน ณ วอร์รูมเชียงใหม่ เช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 พบจุดความร้อนจำนวน 25 จุด พบในพื้นที่อำเภอฮอด 9 จุด มากที่สุดลุกลามต่อเนื่องจากเช้าวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 และมีจุดเพิ่มใหม่ต่อเนื่อง ขณะที่เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 หลังจากทราบรายงานจุดความร้อนรอบบ่ายที่ อ.ฮอด มีจุดความร้อนเพิ่มอย่างผิดสังเกต นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ สั่งการให้ตรวจสอบ และมีรายงานว่าศูนย์ส่วนหน้าได้ระดมกำลังประมาณ 60 นายเข้าดับไฟ แต่ไฟก็ยังไม่ดับ โดยยังพบจุดความร้อนในกลางคืนต่อเนื่องมาเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ มีรายงานว่าจะมีหน่วยสนับสนุนจากส่วนกลางส่งเพิ่มเข้าไป

นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ในปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ปรับรูปแบบการทำงานแบบบูรณาการความร่วมมือ จากเดิมที่คณะทำงานส่วนใหญ่เป็นเพียงหน่วยงานราชการ แต่ปีนี้ได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชนมาร่วมเป็นคณะทำงานด้วย พร้อมทั้งแบ่งพื้นที่บริหารจัดการออกเป็น 7 พื้นที่ป่า กับอีก 1 พื้นที่พิเศษ มีการกำหนดผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน และที่สำคัญจะไม่มีกำหนดการประกาศห้ามเผาเหมือนเช่นเคย

โดยจะเปิดโอกาสให้สามารถเผาได้ แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องแจ้งลงทะเบียนในระบบแอปพลิเคชั่นบริหารจัดการเชื้อเพลิง FireD ก่อน เพื่อบริหารการเผาอย่างเป็นระบบ อีกทั้งจะต้องเผาที่ถูกหลักวิชาการ ซึ่งจะมีนักวิชาการมาวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบร่วมที่เหมาะสมอีกครั้ง ทั้งสภาพอากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ กระแสลม และค่าฝุ่นละอองในช่วงเวลานั้น

ทั้งนี้ เมื่อดูจุด Hotspot ของเชียงใหม่ในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-ปัจจุบัน มีจำนวน 111 จุด ลดลง 87% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มี Hotspot มากกว่า 800 จุด

ขณะที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำพูน ร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าจังหวัดลำพูน (Kick Off) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ณ บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยบง ตำบลทาปลาดุก อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน

โดยมีนายสันติธร ยิ้มละมัย ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิดกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การปล่อยขบวนรณรงค์ “ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เพื่อลดฝุ่นละออง PM 2.5” การสาธิตอุปกรณ์การดับไฟ และกิจกรรมการจัดการเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยวิธีชิงเก็บ อัดก้อน ทำปุ๋ย และการสาธิตการจัดทำแนวกันไฟป่า มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 300 คน

ในส่วนของจังหวัดน่าน ล่าสุดพบจุดความร้อน (Hotspot) เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 อยู่ที่จำนวน 47 จุด โดยนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านประกาศห้ามเผา 45 วัน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม ถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สร้างแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยงพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยแนวทางการดำเนินงานในปี 2566-2567 เริ่มคาดการณ์สภาพอากาศเป็นระยะทั้งข้อมูลการเกิดจุดความร้อนและคุณภาพอากาศภายในจังหวัด โดยอุตุนิยมวิทยาน่าน และ ทสจ.น่าน

พร้อมทั้งการวางแผนแนวทางการลดปริมาณเชื้อเพลิงในพื้นที่เกษตรกร พื้นที่ชุมชน พื้นที่ คทช.พื้นที่อื่น ๆ ที่อยู่ในเขตอำเภอเป็นการบริหารจัดการ กำกับติดตามโดยนายอำเภอ โดยเน้นย้ำมาตรการ อาทิ การสื่อสารเชิงรุก ประชาสัมพันธ์เชิงรุก และแจ้งเตือนล่วงหน้าทุกพื้นที่ บูรณาการข้อมูลสำหรับการสื่อสาร ทั้งในช่วงก่อนวิกฤตและในช่วงวิกฤต สร้างความเชื่อมั่นและลดความสับสนของประชาชน

การจัดการเชื้อเพลิงพื้นที่เสี่ยงในทุกรูปแบบให้มีประสิทธิภาพ และชิงเผาโดยเฉพาะพื้นที่ไฟไหม้ซ้ำซากและให้ทุกภาคส่วนในการดำเนินงานในพื้นที่การจัดการเชื้อเพลิงก่อนถึงฤดูไฟป่า ตรึงพื้นที่กำหนดจุดเฝ้าระวังไฟป่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันไฟป่า เน้นทำงานเชิงรุก โดยเน้นการตรึงพื้นที่ในเขตป่า

พร้อมทั้งจัดกำลังเจ้าหน้าที่ร่วมกับชุมชนเฝ้าระวังตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อให้ตรวจพบไฟป่าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น จัดระเบียบการเผาพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่ป่าไม้ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ พร้อมทั้งจัดพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในช่วงที่เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินเกณฑ์มาตรฐาน