วิภาวัลย์ วรพุฒิพงค์ หอการค้าเชียงใหม่ชูเรือธงสู่ Smart City

สัมภาษณ์

เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่กำลังอยู่ในอัตราเร่งการเจริญเติบโตจากปัจจุบันที่มีขนาดเศรษฐกิจ 2 แสนล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ และสูงเป็นอันดับหนึ่งของภาคเหนือ และมีแนวโน้มไต่ระดับเพิ่มเป็น 2.5 แสนล้านบาท ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จากมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นต่อเนื่องของสาขาการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และการปลีกค้า ซึ่งหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นองค์กรภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวพันกับภาคเศรษฐกิจของจังหวัด “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “วิภาวัลย์ วรพุฒิพงค์” ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ถึงทิศทางการพัฒนาของเชียงใหม่ ในช่วงอัตราเร่งเศรษฐกิจในอนาคตอีก 5-10 ปี

เข็มทิศเชียงใหม่ในอีก 5-10 ปี

ตอนนี้เชียงใหม่กำลังเดินหน้าสู่การพัฒนาใน 5 กลุ่มหลัก ที่ทางภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา ได้ร่วมกันคิดเป็นกรอบแผนงานระยะ 4 ปี (2560-2564) คือ 1.การเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวและบริการระดับสากล : MICE city, medical/health hub, smart health, smart city, long stay ที่มิได้รวมถึงกลุ่มเกษียณอายุ แต่รวมถึงกลุ่ม digital nomads ที่เชียงใหม่เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของโลก กลุ่มนักกีฬา กลุ่มผู้ที่ต้องการมารักษาพยาบาล พักฟื้น

2.การมุ่งสู่เมืองศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่ง หรือ northern landport และการเป็นศูนย์กลางการบิน (aviation hub) ซึ่งในอนาคตเราจะมีโครงการสนามบินนานาชาติภาคเหนือแห่งที่ 2 ที่อำเภอสันกำแพง และบ้านธิ จังหวัดลำพูน และมีระบบขนส่งสาธารณะในรูปแบบรถไฟฟ้ารางเบาที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแล้ว

3.การเป็นเมืองเกษตรปลอดภัย หรือเมืองเกษตรอินทรีย์ เมืองกาแฟ เมืองแห่งนวัตกรรมอาหารฮาลาล จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องเลือกใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมต่าง ๆ มาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าสูง จะทำให้อุตสาหกรรมอาหารในพื้นที่สามารถแข่งขันในเวทีการค้าโลกได้

4.เมืองศูนย์กลางการศึกษานานาชาติสู่สากล : education hub ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติเกิดขึ้นมากที่สุดในภาคเหนือ และมีครอบครัวชาวต่างประเทศนิยมนำบุตรหลานมาเรียนและพำนักระยะยาวในเชียงใหม่

5.เมืองน่าอยู่ : ecotown ecovillage หรือกำลังก้าวไปสู่เมืองมรดกโลก ซึ่งจะต้องพัฒนาเชียงใหม่ให้เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะเดียวกันเป็นเมืองที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการขยายตัวด้านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และการย้ายถิ่นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้า การลงทุนในระยะยาว

จังหวัดเชียงใหม่จึงให้ความสำคัญกับการจัดพื้นที่เมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดคือเข็มทิศที่ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาชน ประชาสังคมในพื้นที่ จะต้องจับมือเดินไปพร้อมกัน ซึ่งในแต่ละเป้าหมายมีประเด็นรายละเอียดอยู่มากที่จะต้องกำหนดแผนงาน โครงการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่วางไว้

แนวทางพัฒนาสู่ Smart City

เราให้ความสำคัญกับ smart city อย่างมาก เนื่องจากเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนประเทศสู่ยุคดิจิทัล ตลอดจนสถานการณ์ทางการค้า การประกอบธุรกิจปัจจุบันเปลี่ยนไปเร็วมาก แต่การเป็น smart city สมบูรณ์แบบได้ไม่ง่ายนัก เพราะมีปัจจัยหลายด้าน ทั้งด้านคมนาคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การบริหารเมือง การออกแบบอาคาร และการใช้พลังงานอัจฉริยะ

ดังนั้น หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่จะเน้นในเรื่องเศรษฐกิจอัจฉริยะ (smart economy) เป็นตัวหลักก่อน ได้ตั้งเป้าหมายและกำหนดยุทธศาสตร์ไว้ ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจขยายตัว การนำนวัตกรรมมาใช้ สร้างการกระจายรายได้ ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ และนำเอาระบบอัจฉริยะไปจับภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม การบริการสุขภาพ รวมถึงด้านระบบการค้า เป็นต้น

หากนำเอาความเป็น smart city ไปจับในทุกประเด็น จะเป็นการสร้างเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต โดยใช้เวลาและทรัพยากรน้อยลง แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และเป็นเมืองที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และมีความปลอดภัยสูง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศจะทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจของเชียงใหม่ (GPP) เติบโตได้ตามเป้าหมาย

ล่าสุด หอการค้าเชียงใหม่ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างวิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท National Currency eXchange (NCX) Group จำกัด โดยมีการจัดตั้งบริษัท CNX FinTech จำกัด ขึ้นมาเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาฟินเทคภาคเหนือ และให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของฟินเทคในอนาคต ทั้งนี้ บริษัท CNX มีแผนพัฒนา 10 ธุรกิจแรกเข้าสู่กระบวนการออกเหรียญดิจิทัล (ICO-initial coin offering) ภายในปี 2562 เช่น ธุรกิจเทคโนโลยีอสังหาริมทรัพย์ (PropTech), ธุรกิจการศึกษานานาชาติ (EduTech), ธุรกิจสุขภาพ (HealthTech), ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (Cross-Border e-Commerce) เป็นต้น

เศรษฐกิจการค้าในเชียงใหม่กำลังก้าวสู่สังคมไร้เงินสด หรือ cashless society มากขึ้น เป็นองค์ประกอบสำคัญ และเกิดการขับเคลื่อนเชียงใหม่เป็น smart city ด้านเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น

ดันท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นในประเด็นที่ตรงกับภาคเอกชน คือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ wellness การเป็นนครแห่งการรักษาสุขภาพ ดูแลผู้มาพำนักระยะยาว จะเป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนคู่ขนานกับการเป็น smart city เพราะต้องมองเชื่อมโยงสู่ 3 ส่วน คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา

โดยเฉพาะผู้ว่าฯต้องการผลักดันให้เชียงใหม่เป็นเมือง smart health, smart city จะเป็นการ branding เชียงใหม่ ให้เกิดการเติบโตในรูปแบบใหม่ เกิดความยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ภายใต้เป้าหมายที่มีความหลากหลายและแตกต่างกัน เช่น การเป็นเมืองก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี เมืองสำหรับผู้สูงอายุ มีสุขพลานามัยที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพ สะดวก สะอาด ปลอดภัย รองรับสังคมในอนาคต

อยากเสนอให้ภาครัฐวางแผนพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ระยะ 20 ปี เพื่อให้มีความชัดเจนต่อเนื่องในหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาเป็น smart city ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ทั้งการก่อสร้างสนามบินนานาชาติแห่งที่ 2 ระบบขนส่งมวลชนเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะ การจัดผังเมืองใหม่ การจัดพื้นที่เขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมการบิน ได้แก่ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ศูนย์ฝึกการบินพลเรือน การบริการด้านการบิน การท่องเที่ยวและบริการ เป็นต้น เพื่อเตรียมรองรับปริมาณผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้น และการเป็นศูนย์กลางการบินในอนุภูมิภาคของภาคเหนือ รวมทั้งสนับสนุนการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว

นอกจากนั้น ควรให้ความสำคัญเรื่องการแบรนดิ้งเมืองเชียงใหม่ สู่เมือง marketplace ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และการเชื่อมโยงตลาดต่างประเทศ เนื่องจากในอนาคตการค้าจะไร้พรมแดนมากขึ้น และมีระบบเทคโนโลยีในรูปแบบ smart city ที่จะเอื้อให้เชียงใหม่มีความพร้อมในการเป็นเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์และมุ่งสู่การเป็นพื้นที่ทางการตลาดได้

ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ควรจะนำเอาการเป็น smart city มาผนวกเชื่อมโยงด้วย ได้แก่ ธุรกิจด้านการค้าชายแดน ที่จำเป็นต้องนำระบบไอทีมาใช้ ทั้งด้านระบบโลจิสติกส์ การชำระเงิน รวมถึงการพัฒนาการเชื่อมโยงผ่าน e-Marketplace ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ภาคการค้า ที่จำเป็นจะต้องมีการพัฒนาด้วยระบบดิจิทัลผ่าน startup เป็นต้น

นอกจากนี้ ธุรกิจด้านไมซ์ หรืออุตสาหกรรมการประชุม สัมมนา จำเป็นต้องการผู้เชี่ยวชาญทางด้านการตลาด การพัฒนามูลค่าเพิ่มต่อเนื่อง รวมถึงการวางแผนด้านการนำระบบดิจิทัลมาใช้ เช่นเดียวกับธุรกิจด้านเศรษฐกิจฮาลาล ยังขาดผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาต่อยอดในหลายแขนงที่จะนำร่องให้เชียงใหม่เป็น smart halal for all

ขณะที่ธุรกิจอุตสาหกรรมด้านอาหาร หรือ food valley จำเป็นต้องใช้ผลงานวิจัยมาต่อยอด เช่น ธุรกิจเครื่องสำอาง หรือ cosmetics valley ต้องการส่งเสริมและนำผลงานวิจัยที่ได้จากการนำวัตถุดิบในพื้นที่มาต่อยอด

และสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงธุรกิจด้านเครื่องดื่มกาแฟ ชา เป็นภาคธุรกิจที่กำลังเติบโต ต้องการพี่เลี้ยงเพื่อนำผลิตภัณฑ์ไปสู่ตลาดโลกได้ หรือแม้แต่อุตสาหกรรมการบินที่เชียงใหม่กำลังก้าวสู่การเป็น aviation hub ยังมีช่องว่างอยู่มากในเรื่องการผลิตบุคลากร การพัฒนาเชิงนวัตกรรม รวมถึงการต่อยอดพัฒนาธุรกิจเกี่ยวเนื่องในพื้นที่ เช่น การซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน หรือการออกแบบ เป็นต้น

หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ชูเรือธงชัดเจน ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ smart city ด้วยบทบาทของภาคเอกชนที่มีแรงและพลังที่จะทำให้เกิดการพัฒนาตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ