เชียงใหม่-กระบี่-สุราษฎร์เร่ขายโรงแรม ศก.ซบ-ทัวร์จีนหายทำยอดนักท่องเที่ยวไทย-เทศวูบ

โรงแรมใหญ่-กลาง-เล็กทั่วไทยประกาศขายกิจการเกลื่อน ทั้ง “เชียงใหม่-สุราษฎร์ฯ-กระบี่-พัทยา-ภูเก็ต” หลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทยดิ่ง ยอดนักท่องเที่ยววูบ เผย “โรงแรมเถื่อน” ประกาศขายกิจการกันเพียบ เหตุ คสช.ไฟเขียว เปิดช่องให้ยื่นได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ขั้นตอนการขออนุญาตยุ่งยาก ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากองค์กรท้องถิ่นเพียบ หลายรายตัดสินใจขายทิ้ง

หลังจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคำสั่งที่ 6/2562 เรื่องมาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 12 มิ.ย. 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยผิดกฎหมาย เพื่อดึงผู้ประกอบการกลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อควบคุมดูแลเรื่องความมั่นคง ปลอดภัย ขณะเดียวกัน สนับสนุนส่งเสริมธุรกิจโรงแรม กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นชุมชน สรุปสาระสำคัญ เป็นการผ่อนปรนให้โรงแรม 2 ประเภท คือ 1.โรงแรมที่บริการเฉพาะห้องพัก 2.โรงแรมที่ให้บริการห้องพักและห้องอาหาร หรือสถานที่สำหรับบริการอาหาร หรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร ได้รับยกเว้นการบังคับใช้กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมตามกฎหมายว่าด้วยผังเมือง และข้อบัญญัติท้องถิ่นเรื่องการกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน เคลื่อนย้าย ใช้หรือเปลี่ยนการใช้อาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร

และให้โรงแรมตามข้อ 1 และ 2 ที่ใช้อาคารประเภทอื่นมาประกอบธุรกิจโรงแรม แจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นถึงการฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนการใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมือง ฝ่าฝืนดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนการใช้อาคารควบคุม เปลี่ยนการใช้อาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอาคารให้เข้าลักษณะเป็นโรงแรมให้ถูกต้องตามกฎหมายภายใน 90 วัน โดยจะได้รับยกเว้นโทษอาญาตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม กฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร จนถึงวันที่ 18 ส.ค. 2564 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนปรนตามกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม ปี 2559 นั้น

แหล่งข่าวจากวงการธุรกิจโรงแรมเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้มีข่าวการประกาศขายกิจการโรงแรมในหลายจังหวัดท่องเที่ยวเมืองหลัก และเมืองรองในทุกขนาด ทุกระดับราคา เนื่องจากผู้ประกอบการประสบปัญหาหลายปัจจัยทั้งภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัว สถานการณ์เศรษฐกิจโลกไม่ดี ประกอบกับปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยลดลงอย่างมาก ทำให้หลายโรงแรมมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย รวมถึงการจ่ายดอกเบี้ยสถาบันการเงิน ซึ่งหากไม่มีเงินจ่ายมีโอกาสจะถูกยึดกิจการได้

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ตัดสินใจประกาศขายกิจการ คือ โรงแรมหลายแห่งที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการที่ถูกต้อง แม้ทาง คสช.จะเปิดโอกาสให้สามารถยื่นขออนุญาตได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. 2562 แต่โรงแรมบางแห่งไม่มีเงินทุนเพียงพอในการปรับปรุงกิจการตามเงื่อนไขกฎหมาย และไม่มีเงินเพียงพอในการจ่ายค่าธรรมเนียมในแต่ละขั้นตอนที่องค์กรท้องถิ่นเรียกเก็บกันค่อนข้างสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายตัดสินใจขายโรงแรมทิ้งดีกว่าจะดำเนินการต่อ

นายธนชิต จิตประไพ เจ้าของโรงแรมบาศญ่า ระดับ 3 ดาว พัทยากลาง และแหลมฉบัง จ.ชลบุรี กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันโรงแรมในพัทยาหลายแห่งประกาศขายกิจการ เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมอย่างถูกต้อง และการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีขั้นตอนและต้นทุนค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ประกอบกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และชาวไทยลดจำนวนลงมาก ทำให้ธุรกิจโรงแรมมีการแข่งขันกันสูง หลายแห่งจึงประกาศขายกิจการกันจำนวนมาก โดยเฉพาะในพัทยา และภูเก็ต

“การที่กฎหมายกำหนดให้ทุกโรงแรมดำเนินการให้ถูกต้องเป็นเรื่องที่ดี เพื่อความปลอดภัยของผู้มาใช้บริการ ที่ผ่านมาโรงแรมในเครือบาศญ่า 2 แห่ง ได้ยื่นดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด แต่ยอมรับว่าในช่วงแรก ๆ ที่ทำธุรกิจย้อนกลับไปประมาณ 20 ปีก่อน อาจจะยังไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ แต่วันนี้ได้ทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว แต่กว่าจะผ่านหลักเกณฑ์ขั้นตอนก็ลำบาก มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง”

เชียงใหม่ประกาศขาย 52 ราย

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อตรวจสอบเว็บไซต์ Dot Property.co.th พบว่า ในจังหวัดเชียงใหม่มีการประกาศขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการทำธุรกิจโรงแรม โฮสเทล เกสต์เฮาส์ และรีสอร์ต จำนวน 52 รายการ โดยเป็นกลุ่มราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท 23 รายการ ราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท 9 รายการ ไม่เกิน 100 ล้านบาท 12 รายการ ไม่เกิน 250 ล้านบาท 7 รายการ ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท 1 รายการ โดยพื้นที่ที่มีการประกาศขายมากที่สุดอยู่ในบริเวณอำเภอเมืองมีทั้งสิ้น 23 รายการ เป็นกลุ่มราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท 10 รายการ ไม่เกิน 50 ล้านบาท 3 รายการ ไม่เกิน 100 ล้านบาท 7 รายการ ไม่เกิน 250 ล้านบาท 5 รายการ

ทั้งนี้ ในกลุ่มราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท พบ 2 รายการมีการระบุว่ามีการผูกสัญญาทำธุรกิจให้เช่าผ่านแพลตฟอร์ม Airbnb แบ่งเป็น คอนโดมิเนียมแบบ 3 สตูดิโอ ราคา 6.4 ล้านบาท รับประกันรายได้จากค่าเช่าปีละ 9% และทาวน์เฮาส์ 2 ห้องนอน ราคา 3.5 ล้านบาท รับประกันรายได้จากสัญญาเช่าปีละ 9-10%

 


“สมุย-กระบี่” ขายรีสอร์ตเกลื่อน

นอกจากในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นอีกพื้นที่ ซึ่งมีการขายกิจการโรงแรมในปริมาณมากพอสมควร โดยเมื่อตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่า มีการประกาศขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการทำธุรกิจโรงแรม โฮสเทล เกสต์เฮาส์ และรีสอร์ต จำนวน 37 รายการ เป็นกลุ่มราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท 19 รายการ ไม่เกิน 50 ล้านบาท 4 รายการ ไม่เกิน 100 ล้านบาท 7 รายการ ไม่เกิน 250 ล้านบาท 2 รายการ ไม่เกิน 500 ล้านบาท 1 รายการ ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท 1 รายการ และราคามากกว่า 1,000 ล้านบาท 3 รายการ โดยเมื่อจำแนกตามพื้นที่พบว่า จาก 38 รายการทุกกลุ่มราคา มีถึง 31 รายการอยู่ในอำเภอเกาะสมุย 5 รายการอยู่ในอำเภอเกาะพะงัน และ 1 รายการในอำเภอเกาะเต่า ยิ่งไปกว่านั้นจาก 31 รายการในอำเภอเกาะสมุย ยังพบว่าเป็นกลุ่มราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท มากถึง 16 รายการ

รวมไปถึงในกลุ่มราคาสูงที่สุด คือมากกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้ง 3 รายการยังอยู่ในอำเภอเกาะสมุยอีกด้วย แบ่งเป็น โรงแรม 5 ดาวทำเลริมหาด ขนาด 79 ยูนิต ราคา 2,000 ล้านบาท พื้นที่ใช้สอย 20,448 ตร.ม. โรงแรมขนาด 72 ยูนิต ราคา 1,500 ล้านบาท และโรงแรม 3 ดาว ขนาด 60 ห้อง ราคา 1,200 ล้านบาท พื้นที่ 10 ไร่ ทั้งนี้ ในส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น จะมีการประกาศขายโดยระบุเพิ่มเติมว่าเป็นเอกสารสิทธิประเภทใด เช่น ขายขาดมีโฉนด และกรรมสิทธิ์ที่ดินสัญญาเช่า 20 ปี เป็นต้น

ในขณะที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ มีการประกาศขายเพียง 9 รายการ เป็นในกลุ่มราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท 7 รายการ ไม่เกิน 50 ล้านบาท 1 รายการ และมากกว่า 1,000 ล้านบาท 1 รายการ โดยเมื่อจำแนกแล้วเป็นโรงแรม รีสอร์ต ที่อยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง 7 รายการ ราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท 6 รายการ ราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท 1 รายการ อยู่ในพื้นที่อำเภออ่าวนาง 1 รายการ นอกจากนี้เป็นการลงขายแบบไม่ระบุทำเล แต่ระบุรายละเอียดว่าเป็นโรงแรม 4 ดาว ราคา 1,100 ล้านบาท ขนาด 83 ยูนิต พื้นที่ 9 ไร่

โดยในพื้นที่หลักอย่างภูเก็ต และพัทยา ซึ่งมีการกล่าวถึงในข่าวก่อนหน้านี้นั้นพบว่า มีการประกาศขายรวม 134 รายการ แบ่งเป็น ในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 83 รายการ เป็นราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท 14 รายการ มีการระบุลักษณะชัดเจนว่าเป็นวิลล่า ขนาด 1-3 ห้องนอน 5 รายการ ส่วนราคามากกว่า 25 ล้านบาท ถึงไม่เกิน 50 ล้านบาท มีจำนวน 20 รายการ ราคาไม่เกิน 100 ล้านบาท 22 รายการ ราคาไม่เกิน 250 ล้านบาท 8 รายการ ไม่เกิน 500 ล้านบาท 7 รายการ ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท 3 รายการ มากกว่า 1,000 ล้านบาท 5 รายการ ไม่ระบุราคา 4 รายการ โดยมีโรงแรมและรีสอร์ตรายการที่มีราคาประกาศขายสูงสุดอยู่ที่ 5,800 ล้านบาท มีข้อมูลระบุว่าเป็นรีสอร์ตตกแต่งแบบไทย ขนาด 346 ยูนิต พื้นที่กว่า 26 ไร่ ไม่ระบุทำเล ทั้งนี้ พบว่าทำเลที่มีการประกาศขายมากที่สุด คือ อำเภอกะทู้ ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ครอบคลุมพื้นที่หาดป่าตอง และหาดกมลา จำนวนถึง 47 รายการ นอกเหนือจากนี้ยังปรากฏรีสอร์ตที่ขายพร้อมใบอนุญาต เช่น รีสอร์ต 4 ดาว ราคา 2,200 ล้านบาท บริเวณหาดสุรินทร์ จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น


ในขณะที่พื้นที่พัทยา พบว่ามีการประกาศขายโรงแรม รีสอร์ต และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ จำนวน 51 รายการ เป็นกลุ่มราคาไม่เกิน 25 ล้านบาท 17 รายการ ไม่เกิน 50 ล้านบาท 3 รายการ ไม่เกิน 100 ล้านบาท 13 รายการ ไม่เกิน 250 ล้านบาท 10 รายการ ไม่เกิน 500 ล้านบาท 5 รายการ ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท 3 รายการ ไม่ระบุราคา 1 รายการ และไม่มีในกลุ่มราคามากกว่า 1,000 ล้านบาท

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ