เดินหน้า”แม่แจ่มโมเดล”แก้หมอกควัน จี้รัฐปลดล็อกที่ดิน เล็งปลูกไผ่-กาแฟแทนข้าวโพด

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดเชียงใหม่ว่า เมื่อเร็วๆ นี้มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน, สภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่, สภาลมหายใจเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดเสวนาในหัวข้อ “พัฒนาความร่วมมือสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สร้างเศรษฐกิจชุมชนเพื่อการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไฟป่า-หมอกควัน อย่างยั่งยืน” ณ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีภาคีฝ่ายต่างๆ ของ “แม่แจ่มโมเดล” เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นายอุทิศ สมบัติ ประธานมูลนิธิฮักเมืองแจ่ม กล่าวในเวทีเสวนาว่า ขณะนี้การพัฒนาแทบทุกอย่างติดขัดไปหมด เป็นอุปสรรคคอขวดของการพัฒนา และจะสร้างปัญหาระยะยาวต่อการใช้ประโยชน์ในที่ดิน หากราชการยังไม่ยอมปลดล็อค

ทั้งนี้ ชาวแม่แจ่มเรียกร้องการพัฒนาการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจชุมชนบนฐานใหม่ที่ไม่พึ่งพาข้าวโพด และไม่สร้างปัญหาต่อระบบนิเวศเช่นที่ผ่านมา ซึ่งตามที่ภาครัฐให้สัญญาไว้หลังจากชุมชนเห็นชอบและลงนามในข้อตกลงที่จะลดหมอกควัน-ไฟป่า ลดการใช้สารเคมี และหยุดยั้งการบุกรุกที่ดินในพื้นที่ต้นน้ำภายใน 5 ปี เพื่อแลกเปลี่ยนกับข้อห้ามดังกล่าว ชุมชนขอให้ภาครัฐมอบสิทธิการใช้ที่ดินแก่ชาวแม่แจ่ม ซึ่งครอบคลุมที่ดินทำกินราว 213,000 ไร่ รวมทั้งสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของชุมชน เพื่อยกระดับและปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ไม่ทำร้ายธรรมชาติ มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้ “ระบบจัดการร่วม” หรือ Collective Management

นอกจากนี้ เป้าหมายของการพัฒนายังรวมถึงการจัดการทรัพยากร อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าและสิ่งแวดล้อม ป้องกันการบุกรุกอย่างมีประสิทธิภาพ การปลูกป่าและปลูกพืชเศรษฐกิจ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆสำหรับการดำรงชีพและเกื้อหนุนระบบเศรษฐกิจ เช่นสร้างถนนหนทาง ไฟฟ้า ระบบน้ำ และอื่นๆ

นายสมเกียรติ มีธรรม เลขานุการมูลนิธิฮักเมืองแจ่ม กล่าวว่า พื้นที่แม่แจ่มอยู่ในเขตป่าสงวนของรัฐถึง 92% โดยชุมชนมีการจัดระเบียบแนวเขตที่ดินรายแปลง จนสามารถยุติการบุกรุกป่า ทั้งทำให้ได้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น

สำหรับเป้าหมายต่อไปคือ การเปลี่ยนพื้นที่เขาหัวโล้นให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว พื้นที่เหล่านี้ในอดีตเป็นแปลงข้าวโพดจำนวนถึง 1.5 แสนไร่ แต่กำลังจะเปลี่ยนที่โล่งเหล่านี้ให้เป็นสีเขียวจำนวน 2 หมื่นไร่ในเป้าหมายเฉพาะหน้า โดยการปลูกไผ่และกาแฟ

ด้านนายเดโช ไชยทัพ แห่งมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวว่า แม้ “แม่แจ่มโมเดล” จะมีมติครม. เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2561 รองรับ โดยเฉพาะเรื่องประโยชน์การใช้ที่ดิน ทว่า จากนี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

เจ้าหน้าที่โครงการบ้านมั่นคงชนบทของกระทรวงพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่าแม้โครงการของเขาต้องการจะสร้างระบบสาธารณูปโภคให้กับชาวแม่แจ่ม อันรวมทั้งถนน ไฟฟ้า ระบบประปาหมู่
บ้าน แต่การพัฒนาในเขตป่าสงวนต้องได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้และกรมอุทยาน

ขณะที่เจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า ไม่อาจเข้าไปทำงานได้ เนื่องจากทุกพื้นที่มีเจ้าของดูแล ต้องขออนุญาตจากทางราชการระดับท้องถิ่นทุกแห่ง ไม่เช่นนั้นการก่อสร้างใดๆจะดำเนินการไม่ได้

ด้านนายโอฬาร อ่องฬะ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์กล่าวว่า 70-80% ของพื้นที่แม่แจ่มอยู่ในเขตลุ่มน้ำชั้น 1 และ 2 การตัดถนนจะต้องทำการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การจะให้อธิบดีป่าไม้เซ็นอนุญาตแต่ละแห่งอาจต้องใช้เวลา 2-4 ปี

ขณะที่การพัฒนาในพื้นที่โดยองค์การปกครองระดับท้องถิ่นยังทำได้ยาก แม้กระทั่งงบพัฒนาจังหวัดในส่วนของแม่แจ่มยังต้องส่งคืนส่วนกลาง เนื่องจากไม่สามารถนำมาทำโครงการได้เพราะอยู่ในเขตป่า สิ่งนี้กลายเป็นปัญหาที่สร้างความเหลื่อมล้ำทางการพัฒนา

สำหรับ “แม่แจ่มโมเดล” ใช้กลไกแบบ “การจัดการร่วม” คือสร้างความร่วมมือกันระหว่างอบต, ประชาชน, และภาคประชาสังคม และมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ทั้งนี้เพื่อทำให้สามารถจัดการได้เร็วขึ้น, ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงข้อมูลและข้อเท็จจริงของปัญหาพร้อมกัน ราชการเองก็สามารถได้ข้อมูลมาอย่างรวดเร็วภายใต้ความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆในท้องถิ่น

ทั้งนี้ การเปิดให้กลไกภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับหน่วยปกครองในระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยกันคิดรวมทั้งการออกแบบและพัฒนา การติดตามและการตรวจสอบ ทำให้เกิดระบบกระจายอำนาจ ช่วยให้การพัฒนาเป็นไปโดยรวดเร็ว ถูกจุดและชัดเจน ดังนั้นการกระจายอำนาจจึงเป็นประเด็นหัวใจของ “แม่แจ่มโมเดล”

ตรงกันข้าม การรวมศูนย์อำนาจของระบบราชการ ทำให้พวกเขาเข้าไม่ถึงข้อเท็จจริง เชื่องช้า เต็มไปด้วยกฎระเบียบ กติกา และขั้นตอนทางการบริหาร อีกทั้งนโยบายที่กำหนดออกมาไม่สอดรับกับข้อเท็จจริง กลายเป็นอุปสรรคของการพัฒนา เพราะรัฐยังมองว่าตัวเองคือผู้ควบคุมดูแลทรัพยากรของชาติ แต่เมื่อเข้ามาร่วมบริหารทรัพยากรตามแบบ “แม่แจ่มโมเดล” รัฐกลายเป็นอุปสรรค

นายโอฬาร กล่าวต่อว่า กลไกแบบมีส่วนร่วมหรือการจัดการร่วมของภาคส่วนต่างๆ ท้าทายต่อกลไกเดิมของรัฐ ทำให้รัฐกลายเป็นตัวปัญหาไปทุกเรื่อง ทั้งประเด็นป่าไม้, ที่ดิน, เศรษฐกิจชุมชน, คุณภาพชีวิต และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน (infra structure) ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ในเวทีเสวนาครั้งนี้ ที่ประชุมเรียกร้องให้รัฐบาลปลดล็อค นำพาแม่แจ่มโมเดลให้หลุดพ้นจากเงื่อนไขและข้อจำกัดด้านระเบียบและกฎหมาย เพื่อการพัฒนาที่รุดหน้าและรวดเร็วขึ้น
พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐจัดตั้งกรรมการบูรณาการระดับกระทรวงเพื่อแก้ไขปัญหานี้

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ