เปิด “สวนหลงบูรพา” ตราด ลุยตลาด “ทุเรียนพรีเมี่ยม” รุ่ง

กรีฑา งาเจือ
สัมภาษณ์

กำลังอยู่ในช่วงผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดอย่างคับคั่ง ทว่า ราคาค่อนข้างผันผวนไม่มีความคงที่ เนื่องจากการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของประเทศไทยเกิดปัญหาตรวจพบโควิด-19 สถานการณ์จึงชะลอไปเป็นบางช่วงและกระทบกับราคาขายในประเทศ เกษตรกรล้วนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า แต่มีบางรายสามารถปรับกลวิธีทำราคาให้ดีอยู่เสมอ“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “กรีฑา งาเจือ” เจ้าของ “สวนหลงบูรพา” ซึ่งรับสืบทอดอาชีพมาจากรุ่นพ่อ-แม่ จนสามารถสร้างสวนทุเรียนที่ทำรายได้ค่อนข้างสูงโดยไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวมากนัก รวมถึงการทำตลาดออนไลน์

“กรีฑา” เล่าว่า พ่อกับแม่มีอาชีพทำสวนทุเรียนอยู่แล้ว จึงคลุกคลีอยู่กับสวนทุเรียนมาตั้งแต่เด็ก กระทั่งเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโทก็เข้ามาสานต่ออาชีพนี้อย่างเต็มตัว เรียกได้ว่าทำสวนทุเรียนมานาน 20 กว่าปีแล้ว โดยทั้งครอบครัวปลูกทุเรียนรวม 200 ไร่ แบ่งเป็น 7 แปลง แปลงหลักมาจากต้นทุนของตัวเองก็คือ สวนหลงบูรพา จำนวน 44 ไร่ ตั้งอยู่ซอยหนองหว้ากอก ตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ซึ่งเป็นทำเลโดดเด่นเฉพาะ เป็นแหลมยื่นอยู่ในทะเล เป็นพื้นที่ราบ มีลมพัดอากาศถ่ายเทตลอด ทำให้ทุเรียนเนื้อแห้งเร็ว แก่เร็ว ผลผลิตออกไม่เกินเดือนเมษายน ไม่ว่าปลูกทุเรียนพันธุ์อะไรเนื้อก็อร่อย

สวนหลงบูรพาส่วนใหญ่ปลูกพันธุ์หมอนทองเต็มพื้นที่ประมาณ 70% เมื่อพันธุ์หมอนทองมีโรคเข้า เราจะนำทุเรียนสายพันธุ์อื่น กลุ่มเบญจพรรณเข้ามาแทน เช่น หลินลับแล, หลงลับแล, นวลทองจันทร์, ในยายปราง เป็นต้น ซึ่งมีอายุุยืนและให้ผลผลิตระยะยาวมากกว่า ปัจจุบันทุเรียนเบญจพรรณมีสัดส่วนประมาณ 30% แล้ว โดยมีหลงลับแล 89 ต้น หลินลับแลเพิ่งนำมาปลูกได้ 2 ปี ในอนาคตเราจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีก 200-300 ต้น อีกสายคือ พันธุ์แบล็กทอร์นจากมาเลเซีย ที่กำลังน่าสนใจเพราะราคาหน้าล้ง 350 บาท/กก.เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่เริ่มเป็นที่นิยมในประเทศจีน

การนำทุเรียนสายพันธุ์อื่น ๆ นอกจากสายพันธุ์เดิมมาปลูก เราแบกรับความเสี่ยงค่อนข้างมาก แต่ตอนนี้หมอนทองเติบโตขึ้นมามาก และเริ่มอิ่มตัวแล้วในวงจรของการตลาด คล้ายกราฟรูประฆังกำลังถดถอย เราจะทำให้ราคาขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วยการเพิ่มสายพันธุ์เข้ามาปลูก อย่างน้อยหากวันหนึ่งราคาหมอนทองตกเราจะมีสายพันธุ์อื่นด้วย เรามองวิกฤตให้เป็นโอกาส พยายามให้ตลาดเข้ามาหา มีสโกแกนว่า “ฉีกกฎเดิม ๆ เพิ่มเติมด้วยคุณภาพ”

สำหรับกลุ่มลูกค้าของสวนมีอยู่ 2 ตลาด คือ 1.ตลาดหลักส่งออกไปจีน 2.ตลาดภายในประเทศ ซึ่งช่องทางในประเทศผ่านออนไลน์มีมูลค่าหลายล้านบาท/ปี โดยขายผ่านเพจของสวนและส่งให้พ่อค้าออนไลน์ มีพันธุ์หลงลับแล หลินลับแล นวลทองจันทร์ สายพันธุ์ตระกูลกบ และที่ขายดีที่สุดจนมียอดจองข้ามปี คือ หลงลับแล และหลินลับแล ด้วยเอกลักษณ์เด่น คือ พูใหญ่ เนื้อเยอะ แต่ทุกสายพันธุ์ที่ปลูกในสวนเป็นสายพันธุ์เปลือกบาง เมล็ดลีบ และลูกไม่ใหญ่มากจนเกินไป การทำตลาดออนไลน์ขนาดต้องไม่เกิน 3 กก./ลูก หากน้ำหนักมากเกินไปการขนส่งจะค่อนข้างลำบาก

ส่วนสายพันธุ์ที่ปลูกเพื่อการพาณิชย์และส่งออกจีนอย่างหมอนทอง กระดุม พวงมณี จะมีลูกขนาดใหญ่ตามที่ตลาดต้องการ

“กรีฑา” บอกว่า ปกติตลาดทุเรียนต้นฤดูกาลจะราคาค่อนข้างสูง ปี 2565 ราคาพันธุ์หมอนทองอยู่ที่ 235 บาท/กก. พันธุ์กระดุม 300 บาท/กก. และสวนหลงบูรพาผลผลิตออกตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นต้นฤดูกาลพอดี นอกเหนือจากนี้ทุเรียนเบญจพรรณสามารถตั้งราคาได้เองไม่ต่ำกว่า 300 บาท/กก. เช่น พันธุ์หลินลับแล ใช้ชื่อว่า หลินบูรพา ราคาสูงสุด 450 บาท/กก. ทุเรียน 1 ต้นมีผลผลิตประมาณ 60 ลูก เฉลี่ย 2-4 กก./ลูก ราคารวมแล้วประมาณ 40,000-45,000 บาท ขายในราคาเดียวเป็นมาตรฐานไม่มีคัดขนาด รายได้เฉลี่ยต่อปีไม่แน่นอน แล้วแต่ปริมาณ ปกติ 1 ไร่ ได้ประมาณ 2-3 แสนบาท เกษตรกรบางรายสามารถทำได้กว่า 5 แสนบาท/ไร่

“หลังจากปี 2557 ทุเรียนราคาขึ้นมาเรื่อย ๆ ด้วยปัจจัยหลัก คือ ความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น มีการเปิดตลาดจีน เพิ่มช่องทางการขนส่งมากขึ้น คนจีนนิยม ราคาจึงเพิ่มขึ้นตาม จากอดีตหมอนทอง กิโลละ 20 บาท ชะนี 13-15 บาท ปัจจุบันราคาล้งเหมาหน้าสวน 200-300 บาท/กก. ขายส่งกับขายปลีกมีราคาต่างกันเล็กน้อย

ตอนนี้สวนหลงบูรพาเรามีลูกค้าในประเทศ 2-3 ราย ที่ติดต่อรับซื้อไปขายและเริ่มมีการติดต่อเข้ามาเรื่อย ๆ ส่งจีนก็มีล้งจีนมารับซื้อถึงสวน 1 ตู้ ปริมาณ 19 ตัน ราคา 1 ตัน ประมาณ 2 แสนบาท ภายใน 1 ปีจะส่งอยู่ 5-6 ตู้ และมีอัตราการเติบโตหรือผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% ต่อปี”

“กรีฑา” บอกอีกว่า ทุเรียนจากสวนหลงบูรพาสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างไม่กลัวใคร เพราะผลผลิตของสวนออกเร็วทันกับเทศกาลเช็งเม้งที่ประเทศจีนพอดี และถึงแม้ว่าการแข่งขันในต่างประเทศจะสูง โดยเฉพาะการส่งออกไปจีนที่เริ่มมีคู่แข่ง แต่เกษตรกรประเทศไทยมีประสบการณ์ในการสร้างผลผลิตทุเรียนมากกว่า ที่สำคัญสภาพแวดล้อมก็ดีกว่าประเทศอื่น ไม่เจอพายุหนักเหมือนเวียดนาม ส่วนกัมพูชา สปป.ลาว ความละเอียดในการผลิตและความรู้ยังสู้ทุเรียนไทยไม่ได้

Advertisement

ขณะที่มาเลเซียก็ชูสายพันธุ์มูซังคิงโดยมีภาครัฐสนับสนุนในหลายด้าน รวมถึงการแปรรูปผลผลิตด้วย อยากให้ภาครัฐของไทยให้การสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนทุเรียนมากกว่านี้ อย่างการขนส่งที่มีปัญหาอยู่ในปัจจุบันรัฐต้องวางแผนจัดการก่อนตัดทุเรียนตั้งแต่เดือนมกราคมด้วยซ้ำ แต่ภาคเอกชนและชาวสวนต้องจัดเองเพราะรัฐบาลช้าไปหลายก้าว