“เพาเวอร์บาย” บุกหนักโค้งท้าย ทุ่มผุดโมเดลใหม่-งัดเทรดอินเขย่าตลาด

เพาเวอร์บาย
เพาเวอร์บาย

“เพาเวอร์บาย” โหมปลุกไตรมาสท้าย งัดแคมเปญเทรดอินตอบโจทย์คนอยากอัพเกรด พร้อมระดมอีเวนต์ชิงเวทีเปิดตัวสินค้าใหม่ ผุดสาขาพรีเมี่ยมพลัส รวมสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟเจาะไฮเอนด์ ประเดิมเซ็นทรัลชิดลม ก่อนลุยรีโนเวต-ปักธงสาขาใหม่ มั่นใจลูกค้าคึกคักกว่าปีที่แล้ว 20-30%

นายวรวุฒิ พงศ์ชินภัค กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไอทีปี 2566 มูลค่าประมาณ 220,000 ล้านบาท แนวโน้มดีมาตั้งแต่ช่วงกลางปีเนื่องจากหน้าร้อนที่ยาวช่วยกระตุ้นการขายแอร์ ก่อนจะตามด้วยดีมานด์เครื่องซักผ้าเริ่มขายดีมาตั้งแต่เข้าหน้าฝน

ส่วนช่วงไตรมาส 4 คาดว่าจะคึกคักยิ่งขึ้นเนื่องจากแต่ละแบรนด์ต่างเตรียมส่งสินค้ารุ่นใหม่จำนวนมากลงสู่ตลาดโดยเฉพาะทีวี และแก็ดเจต เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเข้ามาปลุกบรรยากาศการจับจ่าย เพราะฉะนั้นหากช่วงโค้งท้ายมีนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มเข้ามาอีกน่าจะกระตุ้นยอดขายได้มากยิ่งขึ้น

“ตอนนี้หลาย ๆ แบรนด์ที่เคยมีปัญหาเรื่องซัพพลาย เมื่อช่วงโควิดตอนนี้ก็แก้ปัญหาได้หมดแล้ว จึงคิดว่าน่าจะทําให้สินค้าใหม่ ๆ เข้ามาตลาดเยอะขึ้น”

ต่างจังหวัดแนวโน้มดี

นายวรวุฒิย้ำความมั่นใจว่า คาดการณ์นี้สะท้อนจากผลประกอบการของสาขาต่าง ๆ ทั่วประเทศที่เติบโตขึ้นทั้งสาขาในหัวเมืองท่องเที่ยวและจังหวัดอื่น ๆ โดยสาขาในหัวเมืองท่องเที่ยวนั้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดบางสาขาดีมากกว่าปี 2562 แล้ว แสดงให้เห็นว่าลูกค้าต่างประเทศที่เข้ามาในไทยมีการจับจ่ายที่ค่อนข้างดี

ส่วนสาขาที่ไม่ใช่หัวเมืองท่องเที่ยวก็มีผลประกอบการที่ดีขึ้นหลังลูกค้าต่างจังหวัดให้ความสนใจเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าเยอะขึ้น คาดว่าเป็นเพราะผู้บริโภคกระจายตัวไปต่างจังหวัดมากขึ้นหลังจากโควิด ทําให้จำนวนลูกค้าและปริมาณดีมานด์ของพื้นที่ต่างจังหวัดเยอะขึ้นตามไปด้วย

สำหรับพฤติกรรมการเลือกซื้อของผู้บริโภคต่างจังหวัดนั้น ดีมานด์จะสูงในกลุ่มสินค้าระดับพื้นฐานที่ไม่ใช่รุ่นใหม่หรือมีฟังก์ชั่นหวือหวา เช่นเดียวกับไซซ์ของสินค้า อย่างทีวีมองหาขนาด 55 นิ้ว ขณะที่ผู้บริโภคในกรุงเทพฯ จะมองหาสินค้ารุ่นใหม่ ฟังก์ชั่นใหม่ที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นตลอดเวลา โดยเรื่องราคาอาจไม่ใช่ประเด็น ส่วนทีวีจะมองหาขนาด 75 นิ้ว จึงมั่นใจว่า ขณะนี้ตลาดต่างจังหวัดโดยรวมยังมีดีมานด์ดีขึ้นด้วย และจะต่อเนื่องไปในไตรมาส 4 ด้วย

“ช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. เราเริ่มเห็นการจับจ่ายใช้สอยแบบปกติมากขึ้นแล้ว โดยลูกค้ามองหาสินค้ากลุ่มเงินผ่อนเยอะขึ้น จากภาพการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าเยอะขึ้น อาจเป็นผลจากความกังวลในด้านต่าง ๆ”

โหมเก่าแลกใหม่

กรรมการผู้จัดการใหญ่ของเพาเวอร์บาย กล่าวต่อไปว่า ด้านการทำตลาดเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจและชิงเม็ดเงินในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 นี้ ทั้งบริษัทและแบรนด์สินค้าต่างมีแนวทางการสร้างแคมเปญ-โปรโมชั่นที่มุ่งตอบสนองกลุ่มเป้าหมายที่ตนต้องการแทนการหว่านแหแบบเดิม ๆ ด้วยการนำข้อมูลอินไซต์มาวิเคราะห์ให้เข้าใจว่าลูกค้าคือใคร ช่วยให้ตอบโจทย์ได้แม่นยํามากขึ้น

สำหรับกลยุทธ์ของบริษัทจะแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ การทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายที่สุด และการพยายามดึงแบรนด์มาจัดงานเปิดตัวสินค้าใหม่ในพื้นที่ขายของบริษัท เพื่อชิงความได้เปรียบในช่วงที่ตลาดมีการเปิดตัวสินค้าใหม่จำนวนมาก รวมถึงการเพิ่มสาขาโมเดลใหม่ premium plus ที่รวบรวมสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟและปรับโฉมให้ทันสมัยขึ้น

ในส่วนของการกระตุ้นการตัดสินใจนั้น บริษัทใช้แคมเปญเก่าแลกใหม่ รับแลกเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นส่วนลดสำหรับซื้อสินค้าใหม่ โดยเจ้าหน้าที่จะไปรับถึงบ้าน ซึ่งในช่วง 1-30 กันยายนนี้ จัด 2 แคมเปญสำหรับทีวีกลุ่มทีวีเก่าแลกส่วนลดสูงสุด 6 พันบาท และกลุ่มเครื่องซักผ้า อบผ้าและตู้เย็น แลกส่วนลดสูงสุด 3 พันบาท โดยมีเงื่อนไข อาทิ สินค้าเก่าที่นำมาแลกต้องเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน และอยู่ในสภาพพร้อมให้เจ้าหน้าที่ขนย้าย แนวคิดของแคมเปญนี้เพื่อแก้โจทย์ของผู้บริโภคที่มักกังวลกับการจัดการเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า จนเป็นอุปสรรคในการตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่ ขณะที่สินค้าเก่าจะบริจาคให้กับสถาบันมูลนิธิพระดาบสเพื่อให้นักศึกษาได้เอาไปซ่อมแซม

พร้อมเดินหน้าจัดอีเวนต์-งานแฟร์อย่างต่อเนื่องพร้อมประสานความร่วมมือกับแบรนด์สินค้า เพื่อให้มาใช้งานอีเวนต์เป็นเวทีเปิดตัวสินค้าใหม่รวมถึงจัดแคมเปญโปรโมตในงาน ช่วยสร้างความได้เปรียบให้บริษัทในช่วงท้ายปีที่ตลาดมีการเปิดตัวสินใหม่หนาแน่นนี้

ผุดโมเดลพรีเมี่ยมพลัส

ด้านสาขาโมเดลใหม่ premium plus นำรองที่สาขาเซ็นทรัลชิดลม เน้นเจาะลูกค้าระดับพรีเมี่ยมด้วยสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟซึ่งจะเป็นสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูง มีฟีเจอร์ลูกเล่นเยอะ ๆ นำเข้ามาจำนวนไม่มากนัก พร้อมปรับโฉมร้านทั้งรูปแบบการจัดเรียงสินค้า รูปแบบการบริการให้พรีเมี่ยมมากกว่าสาขาโมเดลปกติ มีไฮไลต์ เช่น โซนแอปเปิลช็อปที่ดีไซน์ร่วมกับแอปเปิลให้มีเอกลักษณ์แห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พร้อมนโยบายที่จะใช้พื้นที่ส่วนกลางจัดโชว์เคสสินค้าใหม่ และสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ ให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้งาน หากแนวทางการเน้นสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟนี้ได้รับผลตอบรับดีจะขยายไปยังสาขาอื่น ๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เพิ่มในอนาคตด้วย

“แบรนด์เห็นความต้องการสินค้าราคาแพงในตลาดไทยชัดเจนมากขึ้น คิดว่าตรงนี้ลูกค้าคนไทยที่สนใจสินค้ากลุ่มนวัตกรรมก็จะมีกําลังซื้อพอสมควร ด้วยภาพแบบนี้เลยทําให้หลาย ๆ แบรนด์เริ่มมองเห็นโอกาสตรงนี้ เราจึงดึงสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟเข้ามา โดยอาศัยฐานข้อมูลลูกค้าจากเดอะวัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แบรนด์ ซึ่งเดิมอาจไม่กล้านำสินค้ากลุ่มเข้ามาเนื่องจากไม่มั่นใจว่าจะมีดีมานด์มากแค่ไหนและต้องส่งไปวางจำหน่ายในพื้นที่ใดจึงจะมีโอกาสขายสูง”

นอกจากนี้ในช่วง ก.ย.-ธ.ค. 2566 มีแผนรีโนเวตสาขาเดิมอีก 7 สาขา โดยสาขาศาลายาจะเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ที่เดินง่ายและเห็นสินค้าครบมากขึ้น ก่อนจะตามด้วยอีกอย่างน้อย 10 สาขาในปี 2567 โดยเลือกจากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางการตลาดในพื้นที่ ผังเมืองดีมานด์ในห้าง หรือว่าในพื้นที่นั้น รวมถึงอายุสาขา รวมถึงมองหาโอกาสขยายสาขาสแตนด์อะโลนเพื่อรุกไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนนิยมเลือกซื้อสินค้าในร้านที่อยู่นอกห้างแต่มีพื้นที่กว้างและสินค้าครบมากขึ้น อาจเป็นเพราะความรู้สึกเข้าถึงง่าย โดยจะเป็นแบรนด์เพาเวอร์บายหรือแบรนด์โกเพาเวอร์ที่เน้นสินค้าพื้นฐานและการผ่อนโดยไม่ใช้บัตรเครดิตขึ้นกับฐานผู้บริโภคในพื้นที่

นายวรวุฒิย้ำความมั่นใจว่า ด้วยทิศทางของนักท่องเที่ยวที่เยอะขึ้น การรีโนเวตสาขาใหม่ด้วย และสินค้าใหม่ที่เข้ามา น่าจะทําให้ลูกค้าเข้ามาที่ร้านเยอะมากขึ้นในช่วง 3 เดือนสุดท้าย โดยจำนวนลูกค้าที่เข้ามาในช่วงครึ่งปีหลังนี้น่าจะโตประมาณสัก 20-30% จากปีที่แล้ว