“ซีลวาเนีย” ทวงแชมป์หลอดไฟ เจาะตลาด B2B ปลุกยอดโต 20%

ซีลวาเนีย

“ซีลวาเนีย” ลั่นทวงแชมป์ตลาดอุปกรณ์แสงสว่าง 2 หมื่นล้านบาท ยกทัพสินค้าใหม่เจาะงานอาคารโรงแรม ร้านอาหาร ห้าง ฯลฯ พร้อมขยายเครือข่ายทีมขาย ผนึก 300 ร้านค้าเจาะทุกหย่อมหญ้า มั่นใจยอดขายปี’67 โตไม่น้อยกว่า 20%

นายประภัทร์ ศรีธนานุรักษ์ รองผู้จัดการประจำประเทศ บริษัท เฟโล ซีลวาเนีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรวมผลิตภัณฑ์หลอดไฟและอุปกรณ์แสงสว่างของไทยในปี 2566 มีมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณปีละ 3-5% ซึ่งปี 2567 นี้ บริษัทจะเพิ่มความเข้มข้นในการรุกตลาดให้มากยิ่งขึ้น หลังปรับโครงสร้างองค์กรเสร็จสิ้น และข้อจำกัดการทำตลาดที่เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เริ่มหายไป

โดยแผนการตลาดในปี 2567 นี้ บริษัทโฟกัส 2 ด้าน คือการขยายไลน์สินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับภาคธุรกิจและองค์กรอย่างสวิตช์ ปลั๊ก ตู้ไฟ และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับงานภายในอาคาร, ผลิตภัณฑ์สำหรับตกแต่งร้าน-ตกแต่งสวน และกลุ่มนวัตกรรม อีกด้านคือ การขยายช่องทางจำหน่ายทั้งร้านค้าทั่วไปและร้านค้าเฉพาะทางให้ครอบคลุมฐานลูกค้าในแต่ละพื้นที่ได้กว้างขวางยิ่งขึ้นและรองรับการเติบโตในอนาคต

“ช่วงที่ผ่านมาอาจเห็นว่าผลิตภัณฑ์ ซีลวาเนีย มีการทำการตลาดไม่มากนัก เนื่องจากเราอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างองค์กร ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดมีข้อจำกัดหลายด้าน”

รองผู้จัดการประจำประเทศของเฟโล ซีลวาเนีย กล่าวต่อไปว่า สำหรับสินค้าใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามาในปี 2567 นี้ ประกอบด้วยสวิตช์ ปลั๊ก ตู้ไฟ และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับงานภายในอาคาร เช่น โรงแรม ร้านอาหาร อาคารที่พักอาศัย ห้างสรรพสินค้า กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับตกแต่งร้าน-ตกแต่งสวน และผลิตภัณฑ์กลุ่มนวัตกรรม เช่น ไฟสนามกีฬา ไฟถนน เป็นต้น

เพิ่มจากกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักเดิมที่แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับอาคารและที่พักอาศัย กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับงานโครงการและงานตกแต่งภายใน-ภายนอก และกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับงานเฉพาะ อาทิ ไฟสำหรับใช้งานในพิพิธภัณฑ์ ไฟที่ใช้ในโชว์รูม เสาไฟฟ้าพร้อมผลิตภัณฑ์ไฟส่องสว่างอัจฉริยะ

ส่วนการขยายช่องทางจำหน่ายนั้น ขณะนี้บริษัทตั้งทีมขายทั่วประเทศขึ้น 12 ทีม เพื่อทำงานร่วมกับ 300 ร้านค้าที่มีอยู่ในสังกัด โดยทีมขายจะทำงานร่วมกับร้านค้าอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการรับฟังความคิดเห็น เลือกผลิตภัณฑ์ในการทำตลาดให้เหมาะสมกับลูกค้าในพื้นที่ การจัดพื้นที่โชว์สินค้าในร้าน การทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย ฯลฯ นอกจากนี้ยังพร้อมขยายเพิ่มเติมในการรองรับการเติบโตและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในแต่ละพื้นที่

ยุทธศาสตร์นี้เป็นการต่อยอดจุดแข็งของแบรนด์อย่าง ความน่าเชื่อถือและมาตรฐานของแบรนด์ที่ยาวนานกว่า 120 ปี และการมีโรงงานผลิตในจีนและยุโรป รวมถึงมีทีมผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำปรึกษาเรื่องผลิตภัณฑ์ การวางระบบและการแก้ปัญหา เช่นเดียวกับฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกในกลุ่มสินค้าอุปกรณ์ไฟอัจฉริยะ หรือสมาร์ทไลติ้ง


นายประภัทร์ย้ำว่า แผนการรุกตลาดและการร่วมมือกับพันธมิตรร้านค้าในการทำตลาดอย่างใกล้ชิดทำให้คาดว่าปี 2567 จะสามารถสร้างการเติบโตของยอดขายรวมได้เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 20% อย่างแน่นอน