โฟล วูล์ฟเฟีย ลุยเปิดตัวสินค้าใหม่ “ผำ” 5 รายการ คาดปีแรกทำรายได้ 20 ล้าน

โฟล วูล์ฟเฟีย

โฟล วูล์ฟเฟีย ประกาศบุกเต็มสูบ ลุยเปิดตัวสินค้าใหม่ ผำสด-ผงผำอบแห้ง-โปรตีนผงชงดื่ม-ขนมไอศกรีมผสมผำแบบฟรีซดราย-ขนมข้าวอบกรอบผสมผำ นำร่องขายที่ Tops ซูเปอร์มาร์เก็ต ปลายปี 2567 เตรียมรุกต่างประเทศ ขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5 เท่า หวังเพิ่มสัดส่วนส่งออกเป็น 30% ภายในสิ้นปีนี้ คาดปีแรกทำรายได้ 20 ล้านบาท และอีกกว่า 100 ล้านบาท ภายใน 3 ปี

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เมธา มีแต้ม ผู้ก่อตั้ง และ Chief Technologist บริษัท แอดวานซ์ กรีนฟาร์ม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงผำ หรือ “วูล์ฟเฟีย” อาศัยจุดแข็งจากการเป็นนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเพาะเลี้ยงสาหร่ายและพืชน้ำที่สั่งสมมากว่า 25 ปี ได้เล็งเห็นถึงความต้องการของ “ผำ” ในอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก

ขณะที่ต่างชาติยก “ผำ” ให้เป็น superfood ตัวใหม่ แต่การเพาะปลูก “ผำ” ในเวลานั้นประมาณปี 2559 ยังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจัง “ผำ” ที่บริโภคส่วนใหญ่ได้มาจากการเก็บเกี่ยวจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงพอต่ออุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ รวมถึงขาดมาตรฐานด้านความสะอาด ปลอดภัย

จากนั้นได้เริ่มวิจัยและพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงตั้งแต่ในห้องปฏิบัติการ และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านการเพาะเลี้ยงสาหร่ายมาประยุกต์ใช้ เริ่มต้นจากการเปิดเป็นบริษัทสตาร์ตอัพในปี 2562 เข้าร่วมโครงการบ่มเพาะทางธุรกิจ SPACE-F รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมสนับสนุนโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยมหิดล

ทั้งนี้ ทางบริษัทได้ขยายฐานความรู้ความเข้าใจ และพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ในหลายด้าน จนปัจจุบันกลายเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยง “ผำ” ระดับชั้นนำของโลก สามารถผลิต “ผำ” เกรดพรีเมี่ยมภายใต้แบรนด์ โฟล วูล์ฟเฟีย ซึ่งอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการและได้มาตรฐานอุตสาหกรรมอาหาร เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

โดยเฉพาะผู้ที่ใส่ใจทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ “ผำ” จากพืชพื้นถิ่นที่กำลังถูกลืมมาเป็น superfood อาหารแห่งอนาคต ที่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ทั้งภายในและต่างประเทศ

ล่าสุด บริษัทได้รับทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรมแบบเปิด (open innovation) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ประจำปีงบประมาณ 2566 และยังได้รับรางวัลรองชนะเลิศ 7 Innovation Awards ประจำปี 2023 ประเภทผลงานที่เกิดประโยชน์ด้านสังคม

โฟล วูล์ฟเฟีย

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษุวัต สงนวล ผู้ร่วมก่อตั้ง และ Chief Strategist บริษัท แอดวานซ์ กรีนฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า “ผำ” เป็นพืชจิ๋ว คุณค่าแจ๋ว อัดแน่นด้วยสารอาหาร เช่น วิตามิน บี12 ซึ่งไม่พบในพืชผักทั่วไป รสชาติไม่ขม รับประทานง่าย ผสมกับอะไรก็อร่อย และ “ผำ” โฟล วูล์ฟเฟีย เพาะเลี้ยงด้วยนวัตกรรมใหม่ ช่วยยกระดับมาตรฐานให้แตกต่างจากผำที่พบทั่วไป มีโปรตีนสูงถึง 40-50% ของน้ำหนักแห้ง และสารอาหารสูงกว่าเดิม

จึงทำให้บริษัทเล็งเห็นโอกาสทางการตลาด รุกประกาศความสำเร็จในการพัฒนา “ผำ” พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ โฟล วูล์ฟเฟีย รวดเดียว 5 ประเภท ประกอบด้วย ผำสด ขนาด 80 กรัม 200 กรัม และ 400 กรัม, ผงผำอบแห้ง ขนาด 30 กรัม, โปรตีนผงชงดื่ม ขนาด 450 กรัม, ขนมไอศกรีมผสมผำแบบฟรีซดราย ขนาด 25 กรัมและ ขนมข้าวอบกรอบผสมผำ ขนาด 30 กรัม หวังยึดหัวหาดตลาด superfood สุดยอดอาหารแห่งอนาคต

อย่างไรก็ตาม บริษัทใช้กลยุทธ์การตลาดสร้างการรับรู้ถึงความมุ่งมั่นในการผลิต “ผำ” โฟล วูล์ฟเฟีย เกรด พรีเมียม ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหารของโลก ภายใต้แนวคิด “สะอาด ปลอดภัย อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และรักษ์โลก” (Nutritious, Safe, Sustainable) จับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ

ซึ่งจะประเดิมเริ่มจัดจำหน่ายผำสดแล้ววันนี้ที่ร้าน Tops ซูเปอร์มาร์เก็ต และกำลังเจรจากับพาร์ตเนอร์ธุรกิจหลายราย เพื่อขยายช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้ลูกค้าเข้าถึงสะดวก หาซื้อง่าย รับประทานได้ทุกวัน

นอกจากนี้ ในระยะเวลาอันใกล้นี้เตรียมรุกตลาดต่างประเทศ มีแผนขยายการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าสินค้าให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ยกระดับประเทศไทยเป็นฮับแห่ง “ผำ” คนทั่วโลกต้องมาซื้อที่นี่ ตั้งเป้าปีแรกทำรายได้ 20 ล้านบาท และอีกกว่า 100 ล้านบาทภายใน 3 ปีนับจากนี้

ทั้งนี้ มูลค่าการตลาดทั่วโลกของผลิตภัณฑ์จาก “ผำและแหนเป็ด” ในปี 2566 มีการประเมินว่าสูงถึง 76 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 10.8% ทั่วโลก และในยุโรปคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึงปีละ 20% โดยมีกลุ่มลูกค้าสำคัญ คือ กลุ่มตลาดอาหารโปรตีนจากพืชและโปรตีนทางเลือก กลุ่มตลาดอาหารสุขภาพ กลุ่มร้านอาหาร fine-dining และกลุ่มตลาดอาหารสัตว์และสัตว์เลี้ยง

ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทได้รับการติดต่อจากลูกค้าต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ทางบริษัทจะทำการรุกตลาดต่างประเทศในช่วงปลายปี 2567 และเพิ่มสัดส่วนการส่งออกของทางบริษัทเป็นประมาณ 30% รวมถึงขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5 เท่า ภายในสิ้นปีนี้