กล้องติดรถจีน-อาเซียนบูม “เจวีซี” เร่งผลิตรับดีมานด์

คอลัมน์ Market Move

ภาพวิดีโออุบัติเหตุบนท้องถนนที่เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนและโซเชียลเน็ตเวิร์กได้กระตุ้นการรับรู้และดีมานด์กล้องติดรถยนต์ให้สูงขึ้นทั่วโลก ทั้งในญี่ปุ่น ซึ่งตัวเลขจากบริษัทวิจัยจีเอฟเคชี้ว่า ปีที่แล้วยอดขายกล้องติดรถยนต์ในญี่ปุ่น สูงถึง 1.09 ล้านตัว เพิ่มขึ้น 38% จากปีก่อนหน้า และทำสถิติทะลุหลักล้านตัวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในขณะที่ตลาดสหรัฐ, อังกฤษ, จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้บริโภคตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนกันมากขึ้น โดยบริษัทประกันบางรายเริ่มให้ส่วนลดกับลูกค้าที่มีกล้องติดรถยนต์

ดีมานด์มหาศาลนี้ดึงดูดให้ผู้ผลิตอุปกรณ์รถยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายราย หันมาสนใจผลิตกล้องติดรถยนต์หวังชิงเม็ดเงินจากกระแสนี้ โดยหนึ่งในนั้นคือ “เจวีซีเคนวูด” (JVCKenwood) ผู้ผลิตสินค้าภาพและเสียง รวมถึงอุปกรณ์ในรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งตัดสินใจโฟกัสเซ็กเมนต์กล้องติดรถยนต์แทนระบบนำทาง

สำนักข่าว “นิกเคอิ” รายงานว่า “เจวีซีเคนวูด” ตัดสินใจเพิ่มความเข้มข้นในธุรกิจกล้องติดรถยนต์ โดยเตรียมลงทุนขยายกำลังผลิตให้กับโรงงานในจังหวัดนครราชสีมาของไทย ในปีงบฯ 2561 นี้ เพื่อเพิ่มกำลังผลิตเป็น 2 เท่าภายในปี 2563 หลังสั่งเดินเครื่องเต็มกำลังมาตั้งแต่เดือน ม.ค. 2561 เพื่อรับดีมานด์ที่พุ่งสูงขึ้นในญี่ปุ่น และเตรียมความพร้อมสำหรับรุกตลาดจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป

ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างเจรจาดีลรับผลิตกล้องติดรถยนต์แบบโออีเอ็มให้กับแบรนด์รถยนต์รายหนึ่ง ซึ่งหากสามารถปิดดีลได้จะช่วยเพิ่มยอดขายช่วงก่อนปี 2563 ขึ้นอีกมาก

“โชอิจิโร เอกุจิ” ประธานคณะกรรมการบริหารของเจวีซีเคนวูด เปิดเผยถึงเหตุผลที่ดีมานด์กล้องติดรถยนต์พุ่งสูงในหลายประเทศ โดยในญี่ปุ่นนั้นปีที่แล้ว สื่อมวลชนพากันเล่นข่าวอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งใหญ่ในจังหวัดคานากาวะ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย กระตุ้นการรับรู้ไปทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคในจีนพร้อมลงทุนด้านความปลอดภัยในการขับขี่มากขึ้น ส่วนที่อังกฤษ บริษัทประกันได้ให้ส่วนลดกับลูกค้าที่มีกล้องติดรถยนต์ เช่นเดียวกับฝั่งผู้ผลิตรถยนต์ที่ต้องการนำกล้องติดรถยนต์มาเป็นจุดขาย

สำหรับฝั่งผู้ผลิต การผลิตกล้องติดรถยนต์ยังมีโอกาสสร้างรายได้มากกว่าสินค้าอื่น เช่น ระบบนำทาง เนื่องจากใช้ชิ้นส่วนน้อยลงถึง 10 เท่า โดยระบบนำทางใช้ชิ้นส่วนประมาณ 3,000 ชิ้น แต่กล้องใช้เพียง 300 ชิ้น จึงมีต้นทุนวัตถุดิบและเวลาต่ำกว่า

“แม้จะมีกระแสความสนใจต่อเนื่อง แต่จำนวนรถยนต์ที่ติดกล้องแล้วยังถือว่าต่ำมาก หากเทียบกับจำนวนรถบนท้องถนนทั่วโลก จึงเป็นโอกาสดีที่จะเข้าชิงเม็ดเงินในเซ็กเมนต์นี้”

ทั้งนี้ ธุรกิจผลิตอุปกรณ์รถยนต์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของ “เจวีซีเคนวูด” โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 30% ในปี 2555 และเป็น 40% เมื่อปี 2557 จนมาถึง 60% ในปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เจวีซีเคนวูดยังต้องเผชิญกับการแข่งขันดุเดือดในวงการอุปกรณ์ติดรถยนต์ ซึ่งคู่แข่งหน้าใหม่เพิ่มจำนวนขึ้น ส่วนหน้าเก่าต่างลับเขี้ยวเล็บเสริมแกร่งรับกระแสรถยนต์อัตโนมัติและสมาร์ทคาร์ที่มาแรงก่อนหน้านี้ อาทิ “อินเทล” ผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์รายใหญ่ที่ซื้อกิจการ “โมไบล์อาย”ผู้ผลิตชิ้นส่วนกล้องสัญชาติอิสราเอล และ “พานาโซนิค” ซึ่งควบรวมกิจการ”ฟิโคซาอินเตอร์เนชั่นนอล” ผู้ผลิตกระจกรถยนต์สัญชาติอิตาเลียนเข้ามาในเครือ เช่นเดียวกับ “เด็นโซ่” ที่ซื้อ “ฟูจิทสึ เท็น” ธุรกิจผลิตเครื่องเสียงรถยนต์ของฟูจิสึมา และเปลี่ยนชื่อเป็น “เด็นโซ่ เท็น” เพื่อโฟกัสเซ็กเมนต์นี้โดยเฉพาะ

ความเคลื่อนไหวนี้ฉายเค้าลางถึงความดุเดือดในตลาดกล้องติดรถยนต์และอุปกรณ์ติดรถยนต์อื่น ๆ ที่จะดุเดือดขึ้นหลังจากนี้อย่างแน่นอน

Previous articleครม.รับทราบแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนา “ปราสาทพนมรุ้ง-ปราสาทเมืองต่ำ”
Next articleสังคมแห่งการชี้นำ โดย พิพัฒน์ ยอดพฤติการ