“กิฟฟารีน”ตั้งรับศึกขายตรง รุกออนไลน์-เพิ่มสินค้าสุขภาพบุกตปท.

กิฟฟารีน เดินหน้ารุกตลาดฟังก์ชั่นนอลดริงก์ พร้อมยกขบวนสินค้าเพื่อสุขภาพทำตลาดหวังดึงพรีเซ็นเตอร์สร้างภาพลักษณ์ งัดกลยุทธ์พัฒนาสินค้า ดันรายได้ในครึ่งปีหลังทะลุ 5,000 ล้าน

นายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลประกอบการของบริษัทในครึ่งปีแรกมีอัตราเติบโต 3-5% โดยมีสัดส่วนรายได้ในประเทศ 90% ต่างประเทศ 10% ถือว่าใกล้เคียงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งในสิ้นปีนี้ต้องการผลักดันยอดขายให้มากกว่า 5,000 ล้านบาท โดยทิศทางในครึ่งปีนี้บริษัทเน้นรุกตลาดฟังก์ชั่นนอลดริงก์อย่างต่อเนื่อง อาทิ “ซี มิน ดริ้งค์” พร้อมพรีเซ็นเตอร์คนดังอย่างอั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ เพื่อตอกย้ำความน่าสนใจและสร้างการจดจำให้แก่แบรนด์

ซึ่งหลังจากเปิดตัวได้ไม่นานก็สามารถสร้างยอดขายได้กว่า 7 ล้านซอง ถือว่าได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลออนไลน์ รวมถึงปีนี้บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ในไตรมาสแรกกว่า 20 รายการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม กลุ่มสกินแคร์ และกลุ่มคอสเมติกส์ โดยใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นตัวแทนหลักในการสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค และมองว่าจะสามารถสร้างสีสันเพื่อช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดี

“ในปัจจุบันถือว่าเป็นยุค 4.0 กิฟฟารีนมีความต้องการให้นักธุรกิจทำธุรกิจเชิงรุกผ่านช่องทางออนไลน์ รวมทั้งสร้างแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ให้ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ และสร้างเครือข่ายในโลกดิจิทัลให้มากขึ้น”

โดยภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปี 2561 คาดว่าดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากเทรนด์สุขภาพเป็นกระแสที่กำลังมาแรง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในด้านอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญในการดูแลตนเองมากขึ้น ทำให้มีโอกาสขยายตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และกลุ่มสกินแคร์

ทางด้านการแข่งขันธุรกิจขายตรงในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งไม่ได้แข่งขันเฉพาะกลุ่มธุรกิจขายตรงด้วยกันเองเท่านั้น แต่เปลี่ยนเป็นแบรนด์แข่งขันกับแบรนด์ และขึ้นอยู่กับจุดเด่นของสินค้าถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่ให้ผู้ประกอบการ

นายพงศ์พสุกล่าวต่อว่า ในปีที่ผ่านมาสภาวะเศรษฐกิจเริ่มหดตัวลง ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อแต่มีความระมัดระวังในการจับจ่ายด้วยการเลือกซื้อของที่จำเป็นเท่านั้น ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องคิดหากลยุทธ์ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นและหันมาจับจ่ายเพื่อให้สภาวะเศรษฐกิจที่กำลังทรงตัวได้กลับมาดีขึ้น

ในขณะที่ธุรกิจในต่างประเทศมีแนวโน้มเติบโตขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคในต่างประเทศมีกำลังซื้อและเลือกจับจ่ายสินค้าที่มีคุณภาพ โดยบริษัทมีทั้งธุรกิจเครือข่ายต่างประเทศ และการตลาดแบบค้าปลีกในรูปแบบของ flagship stores ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในสินค้าไทย และได้สินค้าที่มีคุณภาพในราคาไม่แพง

สำหรับธุรกิจเครือข่ายต่างประเทศ ปัจจุบันมีธุรกิจอยู่ในอาเซียน อาทิ ประเทศมาเลเซีย กัมพูชา พม่า ลาว อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยได้จัดกิจกรรมให้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่

รวมทั้งธุรกิจแบบค้าปลีก ปัจจุบันมีธุรกิจอยู่ในประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง อาทิ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศโอมาน ทั้งในรูปแบบของร้านค้าในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โดยเน้นทำการขายผ่านช่องทางออนไลน์ เนื่องจากผู้บริโภคจะเน้นซื้อขายทางช่องทางออนไลน์มากกว่าช่องทางออฟไลน์

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทเน้นการทำตลาดเชิงรุกกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่รวมไปถึงขยายธุรกิจไปประเทศจีน ทั้งในรูปแบบของธุรกิจค้าปลีกและการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์

Previous articleลาวออกหนังสือด่วนที่สุด ‘น้ำโขงเกินเขตเตือนภัย’ เตรียมรับมือน้ำท่วม เร่งขนทรายไปจุดกั้นน้ำ
Next articleรบ.ส่งร่างแก้ไขคำสั่งคลายล็อกการเมืองให้กกต.ดูแล้ว คาดประกาศใช้เดือนก.ย.