ตบเท้าซื้อกิจการเวียดนาม ล็อกเป้าธุรกิจการแพทย์-อสังหาฯ

คอลัมน์ Market Move

เวียดนามยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการจากบริษัทต่างชาติ หวังใช้เป็นทางลัดเข้าสู่ตลาดที่กำลังมาแรงนี้ โดยข้อมูลจาก “เคเอ็มพีจี” หนึ่งในบริษัทผู้ตรวจบัญชีรายใหญ่ระบุว่า เพียง 6 เดือนแรกของปีนี้มีการซื้อหรือควบรวมกิจการไปแล้วกว่า 3.55 พันล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 55% ต่อเนื่องจากปี 2560 ที่มูลค่าดีลสูงถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากปี 2559 ถึง 175% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากดีลยักษ์ที่ไทยเบฟทุ่มเงิน 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เข้าซื้อหุ้น 54% ของโรงงานเบียร์ซาเบโค

อย่างไรก็ตาม ปีนี้ธุรกิจเป้าหมายการซื้อหรือควบรวมกิจการมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไป โดยเซ็กเมนต์อสังหาฯและการเงินกลับมาแรงด้วยสัดส่วน 66.7% และ 19% ของมูลค่ารวม แซงหน้าเซ็กเมนต์อาหารและเครื่องดื่ม หลังดีลไทยเบฟ-ซาเบโค ช่วยให้มีสัดส่วนถึง 57% จนครองอันดับ 1 เมื่อปีที่แล้ว เป็นผลจากการขยายตัวของเขตเมืองและดีมานด์ธุรกิจที่พักอย่าง โรงแรม รีสอร์ต และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ เช่นเดียวกับจำนวนที่ดินเปล่าซึ่งเกือบทั้งหมดอยู่ในมือผู้ประกอบการท้องถิ่น


“ปีที่แล้วกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มมาแรงเพราะเป็นใบเบิกทางเข้าถึงกลุ่มชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตและพยายามอัพเกรดไลฟ์สไตล์ด้วยสินค้าคุณภาพสูงขึ้น ดึงดูดผู้เล่นรายใหญ่ให้เข้ามาซื้อกิจการ โดยเฉพาะไทยและเกาหลีใต้ ซึ่งต้องการเข้าถึงเครือข่ายขนส่ง-กระจายสินค้า เพื่อทำตลาดสินค้าจากประเทศตนเองด้วย”

ขณะเดียวกัน ธุรกิจยาและสุขภาพ (life sciences) เป็นอีกเซ็กเมนต์ที่มีแนวโน้มมาแรง เนื่องจากช่วยให้บริษัทต่างชาติสามารถข้ามขั้นตอนการขอใบอนุญาตด้านต่าง ๆ ไปได้ในครั้งเดียว อีกทั้งรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายปรับปรุงกระบวนการขอใบอนุญาตและการกำกับดูแลกิจการด้านการแพทย์ เพื่ออัพเกรดระบบบริการสุขภาพให้ทันกับการเติบโตของประเทศ

ส่วนนักช็อปรายหลักยังคงเป็นบริษัทจาก 3 ยักษ์เศรษฐกิจเอเชีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน อย่างไรก็ตาม มูลค่าดีลรวมทั้งปีอาจลดจาก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 6.5-6.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากยังไม่มีข่าวคราวของดีลขนาดใหญ่ระดับซาเบโค

ทั้งนี้ กระแสการแห่ซื้อหรือควบรวมกิจการในเวียดนาม ดูจะยังไม่หยุดลงง่าย ๆ

“วอริค เซลีน” ประธานและซีอีโอของเคเอ็มพีจี เวียดนาม และกัมพูชา อธิบายว่า ข้อตกลงความครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนการค้าภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก หรือ CPTPP ซึ่งเวียดนามลงนามร่วมกับสมาชิกอื่นอีก 10 ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกเมื่อเดือน มี.ค. โดยมีแนวคิดยกเลิกภาษีศุลกากรครอบคลุมสินค้าและบริการถึง 98% ในตลาดรวม ยิ่งทำให้การลงทุนในเวียดนามหอมหวานในสายตานักลงทุนญี่ปุ่นและเกาหลียิ่งขึ้น

สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของรัฐบาล โดยรองนายกรัฐมนตรี “เวือง ดิง เล” กล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายให้การตั้งธุรกิจหรือซื้อ-ควบรวมกิจการง่ายขึ้น ด้วยการลดขั้นตอนการตั้งและลงทุนในธุรกิจลง 30-50% พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดการธุรกิจที่รัฐบาลถือหุ้นให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อรักษาสถานะในตลาดหลักทรัพย์และสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน

อย่างไรก็ตามแม้จะมีปัจจัยหนุนมากมาย แต่ยังมีความท้าทายเหลืออยู่ นั่นคือกิจการส่วนใหญ่ยังเป็นขนาดเล็กถึงกลาง จึงไม่มีแผนธุรกิจระยะยาว เช่นเดียวกับทัศนคติของเจ้าของกิจการที่ยังต้องการคุมธุรกิจด้วยตนเอง และมองการถูกซื้อหรือควบรวมกิจการในทางลบ รวมถึงความสามารถของหน่วยงานรัฐในการจัดการข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญายังไม่ดีนัก

จึงต้องรอดูกันว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะมีดีลใหญ่ในเวียดนามเกิดขึ้นอีกหรือไม่ และกิจการที่ผ่านการซื้อหรือควบรวมไปแล้วจะมีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน