“เอ็มเค”เร่งปรับตัวรับดิจิทัล ปั้น”เอไอ-แอปพลิเคชั่น”เข้าถึงคนรุ่นใหม่

“เอ็มเค กรุ๊ป” เร่งปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล รับการแข่งขัน-ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเปลี่ยน เพิ่มน้ำหนักเทคโนโลยีทันสมัย ชู “แอปพลิเคชั่น” จองคิว-ชำระเงิน ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมนำเอไอเข้าช่วยวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภค ย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ เดินหน้าขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ มั่นใจสัญญาณ ศก.-กำลังซื้อดีดกลับ ดันยอดขายสิ้นปีโต 8%

นายฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารในเมืองไทยมีมูลค่าสูงกว่า 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งตลาดมีการแข่งขันที่ค่อนข้างร้อนแรง เนื่องจากมีผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ ทั้งกลุ่มในประเทศและต่างประเทศเข้ามาในตลาดมากขึ้น

นอกจากนี้ จากความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ที่มีความหลากหลายและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งบริษัทได้ลงทุนด้วยการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้พัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารและบริการในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค


จากแนวทางดังกล่าว บริษัทได้เริ่มปรับตัวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ แอปพลิเคชั่นสำหรับการจองคิว เพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นรุ่นใหม่ และในอนาคต

จากนี้ไป บริษัทมีแผนจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่าง ๆ มาใช้เพิ่มการให้บริการและความสะดวกกับลูกค้า อาทิ การชำระเงินผ่านระบบแอปพลิเคชั่น รวมทั้งมีแผนจะนำเอไอเข้ามาช่วยจัดการในเรื่องการบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้สามารถนำมาปรับปรุงบริการให้สอดคล้องกับความต้องการได้อย่างแท้จริง

พร้อมกันนี้ เอ็มเคยังจะต้องมีการปรับปรุงแคมเปญและกิจกรรมส่งเสริมการขายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในเชิงคุณภาพและความหลากหลายของเมนูอาหารควบคู่ไปพร้อมกัน

นายฤทธิ์กล่าวต่อไปว่า จากสัญญาณการพื้นตัวทางเศรษฐกิจที่มีความชัดเจนมากขึ้นในขณะนี้ รวมถึงความมั่นใจผู้บริโภคที่กล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น จะส่งผลให้ทิศทางของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังเติบโตมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

โดยบริษัทยังได้เตรียมแคมเปญกิจกรรมการตลาดขึ้นเพื่อมารองรับต่อเนื่องของธุรกิจในทุก ๆ เดือน ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนจะเดินหน้าขยายสาขาเพิ่มขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับในต่างประเทศ บริษัทยังคงใช้ 3 แบรนด์หลัก คือ เอ็มเค สุกี้, ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ และร้านอาหารญี่ปุ่นมิยาซากิ เป็นหัวหอกในการเปิดตลาด ซึ่งจะไปทั้งในรูปแบบของการไปลงทุนเอง และขายแฟรนไชส์ ให้กับนักลงทุนหรือผู้ประกอบการที่สนใจ ที่ตอนนี้มีแล้วในญี่ปุ่น เวียดนามลาว

ขณะนี้อยู่ในช่วงทดลองและศึกษาตลาด คาดว่าต้องใช้ระยะเวลา 2-3 ปี และคาดว่าสิ้นปีจะมีรายได้เติบโตที่ 7-8% เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีรายได้ 16,073 ล้านบาท และมีกำไร 2,425 ล้านบาท

ปัจจุบัน “เอ็มเค กรุ๊ป” มีทั้งหมด 8 แบรนด์ ได้แก่ เอ็มเค สุกี้ 427 สาขา เอ็มเค โกลด์ 6 สาขา เอ็มเค ไลฟ์ 2 สาขา ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ 165 สาขา ร้านอาหารญี่ปุ่นมิยาซากิ 27 สาขา ร้านอาหารไทย ณ สยาม 1 สาขา ร้านอาหารไทย เลอสยาม 4 สาขา ร้านกาแฟ เบเกอรี่/เลอเพอพิท คาเฟ่ 3 สาขา