2 ทศวรรษ “กิฟฟารีน” ปลุกโฉมใหม่…ขายตรง

ตลอดระยะเวลากว่า 22 ปี บนเส้นทางของธุรกิจขายตรง “กิฟฟารีน” ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทั้งในแง่ของการแข่งขันสูงและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และทิศทางการตลาด เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค

ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์” ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ธุรกิจขายตรงแถวหน้าของเมืองไทย ถึงยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจกิฟฟารีนจากนี้ไป

“แพทย์หญิงนลินี” เริ่มต้นสนทนาว่า ธุรกิจกิฟฟารีนเริ่มย่างเข้าสู่ปีที่ 23 ได้เดินหน้าปรับตัวให้สอดรับความต้องการของผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาสมัครสมาชิก ในการสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กิฟฟารีนต้องเร่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการทำตลาดเพื่อให้ตรงต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยอันดับแรกต้องมองว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มค้นหาข้อมูล ข้อดี-ข้อเสียของผลิตภัณฑ์ที่กำลังให้ความสนใจ ผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะฉะนั้น สมาชิกกิฟฟารีนต้องปรับเปลี่ยนการนำเสนอผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อสอดรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

ปัจจุบันภาพรวมของธุรกิจขายตรงของไทยมีมูลค่า 9.94 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนที่มีมูลค่า 9.46 หมื่นล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับตัวเพื่อรองรับกระแสดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง บวกกับเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรง เนื่องจากผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญในการดูแลตนเองมากขึ้น ทำให้มีโอกาสขยายตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และกลุ่มสกินแคร์เติบโตขึ้น

รวมทั้งการแข่งขันธุรกิจขายตรงในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งไม่ได้แข่งขันเฉพาะกลุ่มธุรกิจขายตรงด้วยกันเองเท่านั้น แต่เปลี่ยนเป็นแบรนด์แข่งขันกับแบรนด์ และขึ้นอยู่กับจุดเด่นของสินค้าถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่ให้ผู้ประกอบการ ดังนั้น กิฟฟารีนต้องศึกษาและติดตามเทรนด์ใหม่ ๆ ตั้งโจทย์ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาต่อยอดกับผลิตภัณฑ์ ก็จะทำให้ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ได้มากขึ้น

สำหรับภาพรวมของกิฟฟารีนในครึ่งปีแรกมีรายได้โตกว่า 3-5% ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยปีนี้บริษัทได้เน้นเพิ่มช่องทางจำหน่าย ช่องทางการจัดส่ง พัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรม เพื่อให้เหมาะสมกับผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

รวมทั้งได้มุ่งเน้นให้สมาชิกทำธุรกิจเชิงรุกผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น รวมทั้งพัฒนาแอปพลิเคชั่น “Giffarine Expert” ให้บริการข้อมูลของผลิตภัณฑ์กิฟฟารีน สร้างนามบัตร ค้นหาสาขาใกล้บ้าน แจ้งเตือนกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ ของบริษัท ทั้งนี้ก็เพื่ออำนวยความสะดวก และส่งเสริมศักยภาพการขายให้แก่นักธุรกิจและสมาชิกในเครือให้ทันสมัย และสร้างเครือข่ายในโลกดิจิทัลเพิ่มขึ้น และในครึ่งปีหลังนี้กิฟฟารีนจะเร่งทำการตลาดเชิงรุกทั้งแคมเปญโฆษณาประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เติบโต โดยตั้งเป้ายอดขายในปีนี้เพิ่มขึ้น 10-20%

นอกจากนี้ “กิฟฟารีน” ได้เน้นทำการตลาดภายในองค์กร อาทิ โปรแกรมการท่องเที่ยว การจัดสัมมนาพิเศษประจำเดือน การจัดสัมมนาโครงการเดอะวินเนอร์ เพื่อให้ความรู้แก่สมาชิกในการทำธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่ายตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวมกว่า 77,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในไทยกว่า 107 สาขา พร้อมทั้งมีบริการดีลิเวอรี่ส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศ

เมื่อการแข่งขันเปลี่ยน…ธุรกิจต้องตามให้ทันทั้งตลาดและพฤติกรรมลูกค้า

Previous article“บังกลาเทศ” ตกลงส่งชาวโรฮีนจากลับ “พม่า” เริ่มกลางเดือนพ.ย.นี้
Next articleนโยบายคืนเงินคืนสินค้า มิจฉาชีพป่วน…ค้าปลีกมะกัน