กระทิงแดงโหมชูกำลังเวียดนาม ทุ่ม 4 พันล้านกวาดมาร์เก็ตแชร์ย้ำแชมป์

“กระทิงแดง” ควัก 4 พันล้าน บุกตลาดเครื่องดื่มชูกำลังเวียดนาม เผยตลาดใหญ่ 2.6 หมื่นล้าน อนาคตสดใส ประกาศเดินหน้าเต็มสูบหวังรักษาแชมป์ ลั่นอีก 3 ปี มาร์เก็ตแชร์ทะลุ 50%

นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์กระทิงแดง, เรดดี้ โสม พลัส สปอนเซอร์ แมนซั่ม เพียวริคุ ซันสแนค และวอริเออร์ เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทได้ส่งเครื่องดื่มกระทิงแดง เข้ามาทำตลาดในเวียดนามกว่า 30 ปี พบว่า ตลาดเวียดนามมีศักยภาพการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในเวียดนามมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท และเติบโตประมาณ 6% เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก หรือกว่า 96 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว วัยทำงาน และนิยมการบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังอย่างแพร่หลาย นิยมดื่มคู่กับมื้ออาหาร และโอกาสอื่น ๆ

ล่าสุด บริษัทได้ตั้งบริษัท TCPVN จำกัด โดยกลุ่ม TCP ถือหุ้น 100% และทุ่มงบฯ 4 พันล้านบาท เพื่อทำการตลาดในช่วง 3 ปี ต่อจากนี้ (2562-2565) เพื่อเสริมศักยภาพของบริษัทในการทำตลาดรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค การทำตลาดที่เข้มข้นและตรงจุดมากขึ้น การพัฒนาช่องทางการจำหน่ายรับกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เพื่อสร้างการเติบโตของยอดขาย และรับมือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องปัจจุบันบริษัทมีสินค้าที่จำหน่าย คือ เครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์กระทิงแดง และวอริเออร์ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่พัฒนาขึ้น

สำหรับตลาดเวียดนามโดยเฉพาะ มีมาร์เก็ตแชร์รวมกัน 42% แบ่งเป็น 37% และ 5% ตามลำดับ และคาดว่าหลังจากการทำตลาดที่เข้มข้นมากขึ้นจะทำให้ทีซีพีครองความเป็นผู้นำตลาดได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป และมีมาร์เก็ตแชร์รวมกันมากกว่า 50% ภายใน 3 ปี

นอกจากนี้ ยังมีแผนจะเพิ่มแบรนด์ใหม่เข้าสู่ตลาดเวียดนามอีกอย่างน้อง 1 แบรนด์ สร้างความหลากหลายของพอร์ตโฟลิโอในกลุ่มเครื่องดื่มและเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้มากขึ้น

“การเปิดสำนักงานที่เวียดนามนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ 5 ปี ของบริษัทที่ได้ประกาศไว้เมื่อปี 2560 โดยมีเป้าหมายจะสร้างยอดขายของกลุ่มโตขึ้น 3 เท่า เป็น 100,000 ล้านบาท สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นกว่าล้านบาท โดยยอดขายหลักมาจากประเทศไทย รองลงมาคือ เวียดนาม” นายสราวุฒิกล่าว

Previous articleคลัง-ธปท.ต้านพายุ ศก.’62 งัดข้อ “ขึ้นดอกเบี้ย” ตรึงจีดีพี
Next article“อาเซียน” กับผลกระทบ ในยุค “เทคโนโลยีดิสรัปชั่น”