ปรับตัว เปลี่ยนไว สินค้าโดนใจ คีย์ซักเซส…ไลอ้อน

สัมภาษณ์

ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สินค้าต่าง ๆ ต้องปรับตัวทุกวินาที เพื่อให้สอดรับกับความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเช่นเดียวกับ “ไลอ้อน” ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในเครือสหพัฒน์ ซึ่งมีแบรนด์เปา ซิสเท็มมา ไลปอนเอฟ และโคโดโม เป็นตัวชูโรงในการทำตลาด ก็ไม่หยุดนิ่งและมีการปรับตัว ปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง

แม่ทัพใหญ่ไลอ้อน “บุญฤทธิ์ มหามนตรี” ประธานกรรมการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด หรือผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในเครือสหพัฒน์ ฉายภาพกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน สิ่งที่ต้องการก็เปลี่ยนไปด้วย ส่งผลให้ไลอ้อนต้องปรับตัวภายใต้กลยุทธ์สำคัญ คือ มีสินค้าใหม่ออกมาต่อเนื่อง ทั้งพัฒนาสินค้าเดิมให้ทันกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป และมีสินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่

ในอดีตที่ผ่าน ๆ มา การจะวางแผนลอนช์สินค้าแต่ละปี หลัก ๆ ก็จะกำหนดว่าจะมีกี่ตัว ประเภทอะไรบ้าง แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว บริษัทจะต้องผลิตสินค้าให้ทันต่อความต้องการของลูกค้าในช่วงนั้น ๆ ออกสินค้าใหม่เสร็จก็ต้องคิดต่อไปทันที หรือในแง่ของช่องทางจำหน่าย นอกจากช่องทางขายปกติทั้งโมเดิร์นเทรด เทรดิชั่นนอลเทรด สมัยนี้ก็ต้องมองไปที่ช่องทางออนไลน์เพิ่มเข้ามา เป็นการรองรับพฤติกรรมผู้บริโภค

“บุญฤทธิ์” เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาเพื่อรองรับการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัย ไลอ้อนได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มสินค้าสำหรับผู้สูงวัยมากขึ้น และได้ผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ “กู๊ดเอจ” (Good Age) ซึ่งทำตลาดมาประมาณ 2 ปีแล้ว พบว่าลูกค้ากลุ่มผู้สูงวัยให้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี

ปัจจุบันมีสินค้าสำหรับกลุ่มผู้สูงวัย มี 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มออรัลแคร์ หรือผลิตภัณฑ์ในช่องปาก เช่น ยาสีฟัน แปรงสีฟัน และน้ำยาบ้วนปาก ส่วนอีกหนึ่งกลุ่ม ได้แก่ เพอร์ซันนอลแคร์ หรือสินค้าส่วนบุคคล เช่น โฟมอาบน้ำและโลชั่น ต่อไปจะมีไลน์สินค้าใหม่ ๆ เข้ามามากขึ้น และจะเริ่มกระจายสินค้าไปยังช่องทางค้าปลีกมากขึ้น จากที่ผ่านมาขายในช่องทางออนไลน์เป็นหลัก

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจจากนี้ไป ด้วยการลงทุนของไลอ้อนที่เกิดขึ้นทุกปี เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละ 100 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานเพิ่มการผลิตให้พร้อมสำหรับพัฒนาสินค้าใหม่และสินค้ากลุ่มเดิม ด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้ทันกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าทุกกลุ่มจะต้องเป็นสินค้าที่จำเป็นสำหรับลูกค้าแต่ละวัย ซึ่งจะเน้นสินค้าเฉพาะกลุ่มในราคาที่สมเหตุสมผล และต้องเพิ่มประโยชน์ให้กับสินค้าได้อย่างตรงจุด

เช่นเดียวกับสินค้าของไลอ้อนที่กำลังมาแรง ได้แก่ “ยาสีฟัน ซอลส์ ตรีผลา” ถือเป็นครั้งแรกของการนำเอาสมุนไพรอายุรเวท ได้แก่ สมอพิเภก สมอไทย และมะขามป้อม มาใช้พัฒนาสินค้า และยังได้นำยาสีฟันซอลส์ ตรีผลาไปประกวดที่ประเทศเกาหลี ซึ่งได้รับรางวัลเหรียญทองของประเภทกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ในการดูแลรักษาเหงือก พร้อมกันนี้ยังทำการตลาดผ่านภาพยนตร์โฆษณา โดยใช้พรีเซ็นเตอร์ปราง กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล นำเสนอผ่านสื่อโทรทัศน์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ยังมีแผนจะขยายไลน์สินค้าในกลุ่มโฮมแคร์ เช่น ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ล่าสุดกำลังจะเริ่มวางตลาดผงซักฟอกที่เป็นลูกกลม ๆ สำหรับใส่ลงไปในเครื่องซักผ้า ถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่หลาย ๆ แบรนด์ก็ผลิตขึ้นมา โดยสินค้ากลุ่มนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยลดขยะและช่วยลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ขณะที่ตลาดผงซักฟอกในปีที่ผ่านมามีแนวโน้มเติบโตขึ้น 5-6% เนื่องจากเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อครัวเรือน และส่วนใหญ่รายได้ของผลิตภัณฑ์ผงซักฟอกจะมาจากช่องทางออนไลน์เป็นหลัก และผู้บริโภคเริ่มมีความเข้าใจในขั้นตอนการซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์มากขึ้น

แม้ว่าผู้ประกอบการร้านค้ารายเดิม ๆ ยังไม่พัฒนาช่องทางออนไลน์ ก็ต้องปรับเปลี่ยนมาพัฒนาช่องทางออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องทำควบคู่กันไปกับช่องทางออฟไลน์ เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการความสะดวกในการซื้อของในหลากหลายช่องทาง โดยปัจจุบันผงซักฟอกยังเป็นสินค้าหลักของไลอ้อน แต่มีสัดส่วนยอดขายไม่ถึง 50% เพราะมีสินค้ากลุ่มอื่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

แม่ทัพใหญ่ไลอ้อนย้ำในตอนท้ายว่า ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพ สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจคือต้องไม่หยุดปรับตัว และมองหาสินค้าที่มีคุณค่าและมีประโยชน์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด

Previous articleสทน. จับมือ ANSTO ออสเตรเลียขยายความร่วมมือเทคโนโลยีนิวเคลียร์
Next articleส.ส.อนาคตใหม่คึก โหนรถเมล์รายงานตัวสภาใหม่ “กอล์ฟ” นำทีม LGBT ยื่นขอแต่งตามเพศวิถี