MKปั้นแบรนด์ใหม่เสริมพอร์ต ส่งร้านขนมหวาน’MKฮาร์เวสต์’ปั๊มรายได้

“เอ็มเค กรุ๊ป” เดินหน้าขยายสาขา ชู “เอ็มเค-ยาโยอิ” เป็นหัวหอกเปิดร้านขนมหวาน “เอ็มเค ฮาร์เวสต์” เติมพอร์ตธุรกิจปักธง “เอ็ม ควอเทียร์” เป็นแห่งแรก เร่งพัฒนาบริการจัดเลี้ยง-โฮมดีลิเวอรี่ เผยปีที่ผ่านมาโกยรายได้เบาะ ๆ 1.6 หมื่นล้าน ปีนี้ขอโตอีก 7-8%

ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 4 แสนล้านบาท และมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 4-5% จากการที่มีผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่กระโดดเข้ามาทำธุรกิจอาหาร ส่งผลให้ตลาดแข่งขันกันอย่างดุเดือด โดยส่วนใหญ่จะเน้นแข่งขันในแง่ของราคา คุณภาพ และความหลากหลายของเมนูอาหาร

ขยายสาขา-เพิ่มแบรนด์ใหม่

นายฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2562 ยังคงมุ่งขยายสาขาทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยในประเทศมีแผนเดินหน้าขยายสาขาร้านเอ็มเคสุกี้ และร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ คาดว่าจะใช้งบฯลงทุนประมาณ 8-10 ล้านบาทต่อสาขา เพื่อใช้สำหรับงานออกแบบก่อสร้างและงานระบบหลังบ้าน รวมทั้งได้เตรียมแคมเปญและกิจกรรมส่งเสริมการขายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในเชิงคุณภาพและความหลากหลายของเมนูอาหารเพื่อสร้างการรับรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากการขยายสาขาร้านอาหารเดิมที่มีอยู่แล้ว อีกด้านหนึ่งบริษัทจะเน้นการเพิ่มความหลากหลายด้วยการเปิดตัวร้านขนมหวาน “เอ็มเค ฮาร์เวสต์” ร้านขายขนมและเครื่องดื่ม โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ มีเมนูอย่างหลากหลาย ได้แก่ ไอศกรีมโฮมเมดหลายรสชาติ วาฟเฟิลผลไม้ต่าง ๆ พาร์เฟต์บัวลอยโฮมเมด รวมทั้งการเพิ่มเมนูเครื่องดื่ม ชา กาแฟ สูตรเฉพาะของร้าน ได้เปิดให้บริการสาขาแรกที่ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์

ปัจจุบันบริษัทมีร้านเอ็มเคสุกี้ 448 สาขาทั่วประเทศ ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ 184 สาขา ร้านอาหารญี่ปุ่นฮากาตะ 4 สาขา ร้านมิยาซากิ 26 สาขา ร้านอาหารไทยเลอสยาม 3 สาขา ร้านอาหารไทย ณ สยาม 3 สาขา ร้านข้าวกล่องบิซซี่บ็อกซ์ 4 สาขา ร้านกาแฟ/เบเกอรี่ เลอเพอทิท 3 สาขา และร้านขนมหวานเอ็มเค ฮาร์เวสต์ 1 สาขา

บุกหนักโฮมดีลิเวอรี่

นายฤทธิ์กล่าวด้วยว่า ควบคู่กันนี้บริษัทจะเน้นการพัฒนาด้านบริการจัดเลี้ยงนอกสถานที่และบริการส่งถึงบ้าน home delivery ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในขั้นตอนการสั่งอาหารให้มีประสิทธิภาพ และการจัดส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว

“นอกจากบริการโฮมดีลิเวอรี่ของร้านเอ็มเคสุกี้ และยาโยอิ เรายังมีบริการจัดเลี้ยงนอกสถานที่ และข้าวกล่องจัดเลี้ยงสำหรับการประชุมสัมมนา และยังให้บริการอุปกรณ์ เช่น หม้อสุกี้ ปลั๊กไฟ โต๊ะเก้าอี้ และทีมงานเพื่ออำนวยความสะดวกด้วย”

นายฤทธิ์กล่าวว่า ส่วนตลาดต่างประเทศบริษัทยังคงใช้ 3 แบรนด์หลัก คือ เอ็มเคสุกี้, ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ และร้านมิยาซากิ เป็นหัวหอกในการเปิดตลาด ทั้งการไปลงทุนเอง และขายแฟรนไชส์ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการขายแฟรนไชส์ร้านเอ็มเคสุกี้ให้แก่ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจร่วมทุนในต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เวียดนาม ลาว จำนวน 44 สาขา และตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัท พลีนัส แอนด์ เอ็มเค พีทีอี ลิมิเท็ด เพื่อดำเนินธุรกิจร้านอาหารยาโยอิในประเทศสิงคโปร์ 8 สาขา

ตั้งเป้าสิ้นปีโต 7-8%

นายฤทธิ์กล่าวต่อว่า จากสัญญาณเศรษฐกิจในปีนี้ที่คาดว่าจะยังคงเติบโตขึ้นได้ แม้จะเป็นการขยายตัวเพียงเล็กน้อย และส่วนใหญ่จะมาจากปัจจัยการบริโภคในประเทศ การลงทุนของภาครัฐและเอกชน การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ประกอบกับความแข็งแกร่งของแบรนด์ เชื่อมั่นว่าจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโตขึ้น 7-8% จากปีที่ผ่านมา เอ็มเค กรุ๊ปมีรายได้จากการขายและบริการประมาณ 16,770 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 4% มีกำไรสุทธิ 2,574 ล้านบาท แบ่งเป็นร้านเอ็มเคสุกี้ 78.3% ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ 19.4% และร้านอาหารอื่น ๆ 2.3%

“ผลการดำเนินงานที่ออกมาดังกล่าวถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากปีที่ผ่านมาบริษัทได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยที่มาจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลง จึงต้องเร่งปรับตัว พัฒนารสชาติเมนูอาหาร และการให้บริการเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ให้ความสำคัญในการควบคุมต้นทุนและประสิทธิภาพของการทำงานมากขึ้น”

นายฤทธิ์กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังได้ขยายสาขาร้านอาหารเพื่อสร้างการเติบโตด้วยการเปิดสาขาใหม่เพิ่ม 47 สาขา แบ่งเป็นร้านสุกี้ 20 สาขา ร้านอาหารญี่ปุ่น 20 สาขา ร้านอาหารอื่น ๆ 7 สาขา และในจำนวน 4 สาขาที่เปิดใหม่นี้เป็นแบรนด์ใหม่ “บิซซี่ บ็อกซ์” ร้านข้าวกล่องสไตล์แกร็บแอนด์โก ให้ลูกค้าได้เลือกเมนูข้าวกล่อง มีทั้งอาหารไทย ญี่ปุ่น ตะวันตก ซึ่งได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่

พร้อมกันนี้ยังได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อบริษัท เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจขนส่งและคลังสินค้า ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท SENKO Group Holdings บริษัทอันดับสองในธุรกิจการให้บริการขนส่งในประเทศญี่ปุ่น และมีความเชี่ยวชาญพิเศษทางด้านการขนส่งในห้องเย็น โดยเอ็ม-เซนโคฯได้เริ่มเปิดให้ดำเนินการในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยระยะแรกได้ให้บริการขนส่งและคลังสินค้าให้กับลูกค้าอื่น

Previous article“การบินไทย” เตือนระวัง เว็บแอบอ้างชวนตอบคำถามแจกตั๋วฟรี 2 ใบ ย้ำ ของปลอม!
Next articleเบิกฤกษ์! จาก “รถไฟฟ้าลาวาลิน” สู่ “พระปกเกล้าสกายปาร์ค” สวนสาธารณะเชื่อมต่อฝั่งธนบุรี-พระนคร