“เมก้า” ทุ่มงบรับอาหารเสริมโต ซื้อกิจการ-ขยายโรงงานขนสินค้าใหม่บุก

ตลาดยา-ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาเซียนโตต่อเนื่อง หลังพฤติกรรมคนเปลี่ยนให้ความสำคัญสุขภาพมากขึ้น “เมก้า” เปิดกลยุทธ์ 3 ปี เดินหน้ารุกตลาด ทุ่ม 1.2 พันล้าน ลงทุนโรงงานในเมียนมา-ขยายโรงงานในไทย พร้อมออกผลิตภัณฑ์เฉลี่ย 10 รายการต่อปี หวังดันยอดขายทุกปีโต 8-12%

นายวิเวก ดาวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมก้า ไลฟ์ ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเภสัชกรรมและผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพภายใต้แบรนด์ “Mega We Care” กล่าวว่า

แนวโน้มตลาดยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในไทยมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับสุขภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมียาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีก 70 รายการอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนยา

ขณะที่แนวทางการขยายธุรกิจช่วง 3 ปีจากนี้ แบ่งออกเป็น 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การขยายการลงทุนใหม่ โดยจะใช้งบฯลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่เมียนมา 600 ล้านบาท บริหารภายใต้บริษัท “เมก้า เอ็มเอสเอ็น” ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับบริษัท เอ็มเอสเอ็น แลบบอราทอรี่ บริษัทวิจัยในประเทศอินเดีย โดยโรงงานแห่งนี้คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 เพื่อผลิตยารักษาโรคใหม่ เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง ยารักษาโรคเบาหวาน และยารักษาโรคหัวใจ โดยคาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายได้ในปี 2565 หรือ 2566 นอกจากนี้ยังได้เปิดศูนย์กระจายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมียนมา เพื่อสนับสนุนธุรกิจโลจิสติกส์และการบริการกระจายสินค้า และปัจจุบันบริษัทอยู่ในระหว่างการก่อสร้างพื้นที่สำนักงานในประเทศเมียนมา ด้วยเงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562

และอีกประมาณ 500 ล้านบาท จะใช้สำหรับลงทุนขยายโรงงานใหม่ที่บางปู ซึ่งอยู่ติดกับโรงงานปัจจุบันโครงการนี้เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะประกอบด้วยศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) คลังเก็บสินค้า และโรงงานผลิตยาชนิดเหลว ตลอดจนสมุนไพรสำหรับเด็ก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2563

ส่วนกลยุทธ์ที่ 2 การเปิดตลาดใหม่ ๆ ซึ่งเป้าหมายหลักยังคงเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาและมีศักยภาพในการเติบโตสูง ได้แก่ กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกากลางและละตินอเมริกา แอฟริกาใต้เขตตอนใต้ทะเลทรายซาฮารา และประเทศในเครือรัฐเอกราช (CIS) โดยปีนี้ได้เริ่มเดินหน้าเปิดตลาดในประเทศเนปาล โคลอมเบีย รวมทั้งขยายตลาดในประเทศเอธิโอเปีย และประเทศอื่น ๆ ในแอฟริกามากขึ้น คาดว่าตลาดเหล่านี้จะมีการเติบโตที่ดีในอีก 5-7 ปีข้างหน้า และกำลังทบทวนการเข้าซื้อกิจการที่มีศักยภาพที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในภูมิภาคนี้ ตลอดจนอยู่ระหว่างการประเมินศักยภาพการลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย โดยขณะนี้บริษัทจำหน่ายยาอยู่ใน 33 ประเทศทั่วโลก โดยยอดขายจากประเทศอาเซียนคิดเป็น 75% ของรายได้รวม และประเทศไทยก็มียอดขายคิดเป็น 15% ของรายได้

“ตลาดในอาเซียนเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น บริษัทได้เข้าซื้อกิจการบริษัท ไบโอ-ไลฟ์ มาร์เก็ตติ้ง เอสดีเอ็น บีเอชดี หนึ่งในบริษัทผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสุขภาพชั้นนำของมาเลเซีย และได้มาซึ่งสิทธิความเป็นเจ้าของในผลิตภัณฑ์ยาของบริษัท แซนดอส จีเอ็มบีเอช (Sandoz GmbH) ในประเทศเมียนมา และประเทศเอธิโอเปีย เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะเติบโตในระดับภูมิภาคของเมก้าที่ชัดเจน”

ส่วนกลยุทธ์สุดท้าย คือ การขยายธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเดิม เช่น การผลิตและส่งอาหารเพื่อสุขภาพ และล่าสุดได้ตั้งบริษัท เมก้า มาลี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างเมก้า และบริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เพื่อผลิตเครื่องดื่ม โดยเมื่อ 2 เดือนก่อนหน้านี้ ได้ออกผลิตภัณฑ์แบรนด์ DR.DRINK ออกวางตลาดแล้ว 2 รายการ ได้แก่ AK-TIV และ D-GEST

ปีนี้มีแผนที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่อีกกว่า 10 รายการ จากก่อนหน้านี้ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับบรรเทาอาการเจ็บปวด อาการภูมิแพ้ และสุขภาพทางเดินอาหาร รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ยูจิก้า

(Eugica) กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทางการแพทย์ และไบโอไลฟ์ โพรไบโอติกส์ และยาตามใบสั่งแพทย์ ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสเติบโตสูง ด้วยกลยุทธ์ที่วางไว้จะทำให้บริษัทสามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เฉลี่ยปีละ 10 รายการ และมีกำลังการผลิตเพียงพอต่อดีมานด์ของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น และผลักดันให้บริษัทสามารถเติบโตได้เฉลี่ยปีละ 8-12% อย่างต่อเนื่อง

Previous articleสรุปมูลค่าซื้อขายตามกลุ่มนักลงทุน 21 มิถุนายน 2562
Next articleธปท.พอใจมาตรการ LTV งัดข้อมูล 4 เดือนแจงไม่กระทบบ้านหลังแรก ส่วนคนกู้ 2 หลังขึ้นไปลดลงตามคาด