สะท้าน!…ชาบู 2 หมื่นล้าน “ไฮ้ ดิ เหลา” บุกไทย เปิดยันตี 3

ธุรกิจร้านอาหารในบ้านเรายังคงเป็นตลาดที่หอมหวนสำหรับนักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกอย่างต่อเนื่อง ด้วยมูลค่าตลาดที่สูงถึง 400,000 ล้านบาท มีการเติบโตปีละ 4-5% จึงดึงดูดให้มีผู้เล่นรายใหม่หมุนเวียนเข้ามาชิงเม็ดเงินในตลาดนี้แบบไม่ซ้ำหน้า แม้การแข่งขันจะสูงลิบ แต่ก็ยังมีช่องว่างที่เปิดโอกาสให้กับแบรนด์หน้าใหม่ที่มีไอเดีย มีคอนเซ็ปต์อยู่เสมอ โดยเฉพาะแบรนด์ที่กำลังเป็นกระแสในต่างประเทศ ที่ผู้บริโภคจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ จนเกิดเป็นปรากฏการณ์รอคิวกันสนั่นโซเชียล

ล่าสุดความร้อนแรงของตลาดร้านอาหารก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ “ไฮ้ ดิ เหลา” (Hai Di Lao) ร้านชาบูหม้อไฟชื่อดังจากจีน ที่ขึ้นชื่อทั้งในเรื่องของอาหาร และบริการแบบโดนใจ ที่แม้ว่าจะรอนานแค่ไหนก็ยอม ได้เข้ามาปักหมุดสาขาแรกในไทยเป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา และได้สร้างปรากฏการณ์ที่มวลมหาประชาชนมาเข้าคิวรอตั้งแต่เช้า แม้จะต้องใช้เวลารอนาน 5-6 ชั่วโมงก็ตาม ซึ่งงานนี้คงสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการชาบู มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท เป็นแน่

ถึงคิวหม้อไฟจีนบุก!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ไฮ้ ดิ เหลา” เป็นเชนร้านชาบูหม้อไฟสัญชาติจีน ก่อตั้งโดย นายจาง หยง เมื่อปี 2537 ที่ปัจจุบันได้ขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของสิงคโปร์ จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บสในปีนี้ จากการนำธุรกิจนี้เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา หลังจากกิจการของไฮ้ ดิ เหลา มีการเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก

โดยเมื่อสิ้นเดือน มิ.ย. มีสาขาทั่วโลกรวม 593 สาขา เพิ่มจากปลายปี 2561 ที่มี 466 สาขา แบ่งเป็น 550 สาขาใน 116 เมืองทั่วประเทศจีน ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในประเทศต่าง ๆ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย เวียดนาม มาเลเซีย รวมถึงสาขาล่าสุดที่ประเทศไทย

Advertisment

โดยเชนร้านชาบูรายนี้ระบุว่า ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 มีลูกค้ามาใช้บริการรวมกว่า 109 ล้านคน หรือเท่ากับโต๊ะ 1 ตัวมีลูกค้าหมุนเวียนมาใช้บริการ 4.8 รอบต่อวัน

จุดเด่นที่ทำให้ไฮ้ ดิ เหลาได้รับความนิยมแบบสุด ๆ ก็คือ เมนูอาหารและนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาอัพเกรดร้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารกว่า 187 เมนู รวมถึงเริ่มขายสินค้าโอว์นแบรนด์ เช่น ชานมและน้ำอัดลม เช่นเดียวกับการนำหุ่นยนต์บริกรเข้ามาทดลองใช้ใน 170 สาขา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพการบริการ และเมื่อรวมกับการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายจากร้านเดิมเพิ่มขึ้น 4.7% และรายได้รวมเติบโต 59.3%

แตกต่างด้วยบริการ

Advertisment

สำหรับการเข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทย ไฮ้ ดิ เหลา ได้จดทะเบียนบริษัทในชื่อ “บริษัท ไฮ้ ดิ เหลา พร็อพไพรเอทเทอร์รี่ (ไทยแลนด์) จำกัด” เพื่อประกอบธุรกิจภัตตาคาร เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา มีทุนจดทะเบียน 60 ล้านบาท ประกอบด้วยผู้ถือหุ้นรวม 6 ราย เช่น บริษัท โกลเด้น ซี อินเวสเม้นท์ แอลแอลซี (สหรัฐอเมริกา) ไฮ้ ดิ เหลา โฮลดิ้งส์ พีทีอี ลิมิเต็ด (สิงคโปร์) เป็นต้น

ล่าสุดได้เปิดให้บริการไปเมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา แค่วันแรกก็มียอดต่อคิวยาวถึง 5-6 ชั่วโมง โดยร้านจะเปิดแจกบัตรคิวเป็นรอบ ๆ รอบละ 30 คิว รวม 5 รอบ ได้แก่ เวลา 10.00 น., 12.00 น., 14.00 น., 17.00 น. และรอบสุดท้ายเวลา 19.00 น.

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีผู้สนใจใช้บริการจำนวนมาก บริษัทได้ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดคิวในแต่ละวันให้เหมาะสมอยู่เรื่อย ๆ เช่น วันถัดมาใช้วิธีแจกคิวช่วงเช้า 100 คน หากคิวเต็มจะเปิดรับคิวอีกทีช่วง 16.00 น. โดยจะมีบริการแจ้งเตือนเมื่อถึงคิวผ่าน SMS หรือมี QR code ให้สแกนเพื่อเช็กคิว แต่ลูกค้าต้องมาให้ทันหลังจากประกาศเรียกคิวภายใน 5 นาที

มิติใหม่แห่งการรอคิว

สำหรับไฮไลต์ที่ถือเป็นจุดขายของ “ไฮ้ ดิ เหลา” เลยก็คือ บริการ โดยระหว่างรอคิว ลูกค้าสามารถเลือกทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ร้านจัดให้ได้ฟรี เช่น ทำเล็บ เครื่องนวด มีขนมขบเคี้ยว ผลไม้สด เครื่องดื่มสำหรับทานเล่นระหว่างรอคิว เป็นต้น นอกจากนี้มีโชว์งิ้วเปลี่ยนหน้า ให้ดูแบบเพลิน ๆ แก้เบื่อ วันละ 5 รอบด้วย เรียกว่าแก้โจทย์ ปิดจุดอ่อนที่ผู้บริโภคต้องรอคิวนานได้ดี และสร้างความแตกต่างจากผู้เล่นแบรนด์อื่น ๆ ในตลาดไปพร้อม ๆ กัน

ส่วนไม้เด็ดสำคัญอย่างเมนูอาหารก็ไม่น้อยหน้า โดยไฮ้ ดิ เหลา จะขายอาหารแบบอะลาคาร์ต สั่งแยกเป็นจาน ๆ เริ่มต้นตั้งแต่ 30-400 บาท/เมนู อาทิ เส้นนุ่มกังฟู เนื้อไก่หมักนุ่ม ผ้าขี้ริ้ววัว น่องเป็ดสไลซ์ ลูกชิ้นต่าง ๆ เต้าหู้ ผัก ฯลฯ หรือทานเป็นเมนูพรีเมี่ยมก็มีเนื้อวากิวออสเตรเลีย จานละ 550-1,100 บาท ส่วนน้ำซุปจะมีให้เลือก 5 แบบ โดยสามารถเลือกใส่ช่องน้ำซุปได้ 1-4 ช่อง ราคาตั้งแต่ 80-400 บาท น้ำจิ้ม 45 บาท เครื่องดื่ม 30 บาท เป็นต้น โดยเวลาการให้บริการนั้นเริ่มตั้งแต่ 10.00-22.00 น. ในช่วงนี้ ก่อนที่จะขยายเวลาปิดถึง 03.00 น. ในช่วงต้นเดือนตุลาคม

ซึ่งยอมรับว่า ไฮ้ ดิ เหล้า เป็นอีกโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะไม่ใช่แค่ขายอาหาร แต่กำลังสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อมัดใจผู้บริโภคยุคนี้

ตลาดชาบูไทย…ถึงจุดเดือด

แหล่งข่าวจากธุรกิจร้านอาหาร ฉายภาพรวมตลาดชาบู สุกี้ไทยว่า ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 15,000-20,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10% ทุกปี ซึ่งปัจจุบันมีผู้เล่นทั้งรายเล็กและใหญ่กว่า 10 ราย เช่น เอ็มเค ฮอตพอท ชาบูชิ นีโอสุกี้ เป็นต้น โดยแต่ละแบรนด์ต่างชูจุดเด่นต่างกัน โดยเน้นเรื่องวัตถุดิบและความหลากหลายของเมนูอาหารต่าง ๆ รวมถึงมีการครีเอตน้ำซุปรสชาติใหม่ ๆ เพื่อรองรับเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภค โดยวางราคาเฉลี่ยประมาณ 300-600 บาทต่อคน อีกทั้งยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จะเห็นว่าหลายแบรนด์ต่างงัดแคมเปญ โปรโมชั่น เช่น มา 4 คนจ่าย 3 คน หรือจะเป็นการลดราคาขาย เพื่อดึงลูกค้าเข้าร้านให้มากที่สุด