นารายณ์พิซเซอเรียเปิดเกมรุก สปีดสาขา 2in1-เพิ่มแบรนด์ใหม่เสริมทัพ

นารายณ์พิซเซอเรียเปิดเกมรุก สปีดสาขา 2in1-เพิ่มแบรนด์ใหม่เสริมทัพ
“นารายณ์ พิซเซอเรีย” จัดทัพรับตลาดร้านอาหารแข่งเดือด เร่งเครื่องขยายสาขา 2 อิน 1 “บุฟเฟต์-ชาบู” เพิ่มทางเลือก-ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ช่วยลดต้นทุนค่าเช่าที่ เตรียมตัดริบบิ้นร้านข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น “อาโอริงโกะ” ต้นปีหน้า ประกาศทยอยเพิ่มแบรนด์ใหม่ อีสาน-จีน-สเต๊ก เพิ่มพอร์ตฯ-เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ตั้งเป้ากวาดรายได้ทะลุ 1,000 ล้าน ภายในระยะ 3 ปี ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายอภิเกียรติ เจนพณิช ประธานกรรมการ บริษัท นารายณ์ พิซเซอเรีย จำกัด ผู้บริหารร้านอาหารบุฟเฟต์ นารายณ์ พิซเซอเรีย และข้าน้อยขอชาบู เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจร้านอาหารมีมูลค่า 4 แสนล้านบาท ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยในตลาดนี้แบ่งเป็นอาหารประเภทชาบู-สุกี้ มูลค่า 15,000 ล้านบาท พิซซ่า 10,000 ล้านบาท ร้านอาหารญี่ปุ่น 18,000 ล้านบาท และสเต๊ก 6,000 ล้านบาท ทั้งสุกี้-ชาบู และพิซซ่ามีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเซ็กเมนต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วเป็นประเภทสุกี้และชาบู ตามมาด้วยพิซซ่า และอาหารญี่ปุ่น จากความนิยมของผู้บริโภครุ่นใหม่ ๆ ประกอบกับแต่ละแบรนด์มีการทำกิจกรรมทางการตลาด โดยมีแคมเปญและโปรโมชั่นใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อจูงใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดร้านอาหารประเภทต่าง ๆ จะมีการแข่งขันที่สูง แต่อีกด้านหนึ่งตลาดก็ยังมีช่องว่างโดยเฉพาะสุกี้และชาบูประเภทบุฟเฟต์ หากสังเกตจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและรายใหม่ต่างมีการลงทุนและมีการทำกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการวางระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังเดินหน้าขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง และมีหลายรายที่เน้นการซื้อกิจการเพื่อขยายหรือเพิ่มพอร์ตโฟลิโอให้เติบโตขึ้น

เดินหน้าเพิ่มสาขา 2 อิน 1

นายอภิเกียรติ กล่าวว่า เพื่อรับมือกับการแข่งขันดังกล่าว นอกจากการทยอยปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับสภาพตลาดที่เป็นไปและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น บริษัทได้วางกลยุทธ์เพื่อหาจุดขายและสร้างความแปลกใหม่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค จากนี้ไปบริษัทจะมุ่งขยายสาขานารายณ์ พิซเซอเรีย และข้าน้อยขอชาบู ในรูปแบบ

2 อิน 1 คือ มีทั้งพิซซ่า และชาบูในสาขาเดียวกัน ทั้งที่เป็นการลงทุนเองของบริษัทและขายแฟรนไชส์ให้นักลงทุนหรือผู้ที่สนใจจะเปิดร้านอาหาร โดยจะเน้นไปเปิดในพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น ได้แก่ พัทยา เชียงใหม่ พิษณุโลก เป็นต้น โดยจะเปิดทั้งที่เป็นสาขาสแตนด์อะโลน ห้างสรรพสินค้า และคอมมิวนิตี้มอลล์ และในช่วงปลายปีนี้มีแผนจะเปิดสาขาใหม่เพิ่ม 2 สาขาในกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการเจรจาตกลงเงื่อนไขกับผู้สนใจหลายราย และตั้งเป้าว่าในปีหน้าจะมีสาขาไม่ต่ำกว่า 30 สาขา

นายอภิเกียรติ กล่าวว่า เดิมที่ผ่านมาบริษัทมีเฉพาะร้านบุฟเฟต์ นารายณ์ พิซเซอเรีย ราคา 499 บาท เจาะกลุ่มลูกค้าครอบครัว วัยรุ่น นักศึกษา ที่มีกำลังซื้อในระดับกลางถึงบน และเพิ่งจะเปิดร้านชาบูครั้งแรกเมื่อสัก 3-4 ปีก่อนหน้านี้ เน้นเปิดในห้างสรรพสินค้า มุ่งจับตลาดแมส คือ ราคา 199 บาท ซึ่งเป็นตลาดที่ยังไม่มีผู้เล่นและส่วนใหญ่จะเน้นราคา 299 บาท และตอนหลัง ๆ ก็ขยายสาขาออกนอกห้าง ควบคู่กับการสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านสื่อออนไลน์ การทำโปรโมชั่นราคา อาทิ มา 4 จ่าย 3 และโปรโมชั่นอาหารพิเศษในแต่ละเดือน

“จากสภาพตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาบริษัทได้เริ่มทยอยปรับตัวด้วยการนำบริการของทั้ง 2 แบรนด์เข้ามาไว้ในสาขาเดียวกัน เนื่องจากตัวเลขบุฟเฟต์ลดลง แต่ชาบูยังเติบโตดี จึงรวมทั้งสองร้านมาเป็นร้านเดียวกัน และได้ปรับกลยุทธ์ด้วยการชูจุดขายใหม่ คือ ที่มีทั้งชาบูและบุฟเฟต์ เป็นการเพิ่มความหลากหลายเมนูเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า และการรวมกันดังกล่าวก็เป็นการช่วยลดต้นทุนเรื่องค่าเช่าพื้นที่ไปในตัว ตอนนี้มีการปรับรวมเป็นร้านเดียวประมาณ 18-20 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด อาทิ นครราชสีมา และประจวบคีรีขันธ์ มีเพียง 2 สาขาที่ยังเป็นร้านบุฟเฟต์ คือ ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต และซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์”

เพิ่มแบรนด์ใหม่รับตลาดโต

นายอภิเกียรติ กล่าวถึงแผนการดำเนินงานจากนี้ไปว่า ล่าสุดบริษัทยังได้เตรียมจะเปิดร้านอาหารแบรนด์ใหม่ เป็นข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น ชื่อ “อาโอริงโกะ” สำหรับจับกลุ่มผู้บริโภค

วัยรุ่น จะเปิดสาขาแรกในช่วงต้นปี 2563 ที่ศูนย์การค้าและคอมมิวนิตี้มอลล์ในกรุงเทพฯและปริมณฑล เนื่องจากมองว่าปัจจุบันในศูนย์การค้าและคอมมิวนิตี้มอลล์เป็นพื้นที่ที่มีทราฟฟิกค่อนข้างสูง ถือว่าเป็นโอกาสที่นำแบรนด์อาโอรินโกะเข้ามาเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้โดยร้านข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่นดังกล่าวเป็นแบรนด์ที่คนญี่ปุ่นทำในไทย และได้รับการตอบรับดี บริษัทสนใจและซื้อกิจการมา และร่วมทุนตั้งบริษัทใหม่เพื่อพัฒนาต่อยอดและขยายสาขา โดยจะเน้นการเปิดในห้าง และจะใช้พื้นที่ไม่มาก อาจจะเป็นรูปแบบคีออสก์ ในรูปแบบไซซ์เล็ก หรืออาจจะเป็นร้าน ขึ้นอยู่กับทำเล อยู่ในช่วงระหว่างศึกษาพื้นที่

ขณะเดียวกัน บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาแบรนด์ร้านอาหารแบรนด์ใหม่ ๆ ที่หลากหลายประเภท เพื่อนำมาทำตลาด เป็นการเพิ่มพอร์ตโฟลิโอและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัท ทั้งอาหารอีสาน อาหารจีน และสเต๊ก คาดว่าจะเริ่มมีร้านอาหารเแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาในตลาดช่วงปี 2563

นอกจากนี้ จากการเติบโตของธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่ช่วยให้การซื้อขายการชำระเงินมีความสะดวกและปลอดภัย ที่ผ่านมาบริษัทได้จับมือกับไลน์แมนเพื่อให้บริการดีลิเวอรี่ และปัจจุบันสามารถให้บริการดีลิเวอรี่ได้ครอบคลุม 90% ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

“ตอนนี้บริษัทมีผลประกอบการเติบโตขึ้นประมาณ 50% มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่มาจากการขยายสาขา ประกอบกับการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม รวมถึงการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทยังได้วางเป้าจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จากนี้ไปต้องเร่งสร้างยอดขายให้ถึง 1,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีรายได้รวม 400 ล้านบาท) และมีสาขาทั้งหมด 50 สาขา ภายในระยะเวลา 3 ปี” นายอภิเกียรติกล่าวตอนท้าย


QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์ @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ