เซเว่นโตสวนกระแสไวรัส Q1 กวาดกำไร 5.6 พันล้าน

สร้างความเชื่อมั่น - ซีพี ออลล์ เร่งติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมให้มีผลกระทบในการดำเนินธุรกิจน้อยที่สุด

โควิด-19 ไม่สะเทือน “ซีพี ออลล์” เผยผลประกอบการไตรมาส 1/63 มีรายได้รวม 1.4 แสนล้านบาท คว้ากำไร 5,645 ล้าน อาหาร-สินค้าอุปโภคขายดี เปิดสาขาใหม่ตามแผน ล่าสุดเฉียด 1.2 หมื่นสาขา

นายเกรียงชัย บุญโพธิอภิชาติ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อความไม่แน่นอนของการดำเนินธุรกิจทั้งเรื่องของรายได้และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้า เพื่อควบคุมให้มีผลกระทบน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อย ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 มีกำไรสุทธิ 5,645 ล้านบาท โดยในแง่ของรายได้รวมบริษัท และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 145,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 5.2 ปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายและบริการของธุรกิจร้านสะดวกซื้อจากสาขาใหม่ที่เปิดในรอบปีที่ผ่านมา และรายได้จากการขายและบริการของบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)

นายเกรียงชัยระบุด้วยว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบทางลบต่อบริษัทและบริษัทย่อยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันจากมาตรการควบคุมการระบาดของโรคจากรัฐบาล ขณะที่ในแง่ของกำไรขั้นต้นบริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรขั้นต้นจากการขายและบริการเท่ากับ 31,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มสูงขึ้นจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจสยามแม็คโคร อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนกำไรขั้นต้นในงบการเงินรวมเท่ากับร้อยะ 22.1ปรับลดลงจากร้อยละ 22.3 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสัดส่วนกำไรขั้นต้นที่มาจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อลดลง

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเปิดร้านสาขาใหม่รวมทั้งสิ้น 27 สาขาในทุกประเภท ทั้งร้านสาขา บริษัท ร้าน store business partner (SBP) และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้น ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 บริษัทมีจำนวนร้านสาขาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 11,983 สาขา แบ่งเป็น (1) ร้านสาขาบริษัท 5,401 สาขา (คิดเป็นร้อยละ 45) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 186 สาขา ในไตรมาสนี้ (2) ร้าน SBP และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 6,582 สาขา (คิดเป็นร้อยละ 55)ร้านเปิดใหม่สุทธิ 85 สาขา ในไตรมาสนี้ ร้านสาขาส่วนใหญ่ยังเป็นร้านที่ตั้งเป็นเอกเทศ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 85 ของสาขาทั้งหมด และส่วนที่เหลือเป็นร้านในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.

พร้อมกันนี้ นายเกรียงชัยยังระบุว่า ช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 82,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 2,112 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.6 อย่างไรก็ตาม ยอดขายเฉลี่ยของร้านเดิมลดลงเท่ากับร้อยละ 4.0 เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน เท่ากับ 78,872 บาท ยอดซื้อต่อบิลโดยประมาณเท่ากับ 70 บาท ในขณะที่จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 1,122 คน โดยจำนวนลูกค้าลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องมาจากมาตรการควบคุมการระบาดของโรคจากรัฐบาล อาทิ จำกัดการเดินทาง การขอความร่วมมือให้อยู่แต่ในที่พักอาศัย

โดยรายได้จากการขายสินค้ากลุ่มอาหารและสินค้าอุปโภค (ไม่รวมบัตรโทรศัพท์) ยังคงเติบโตอยู่ในระดับที่น่าพอใจเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ สินค้ากลุ่มอาหารมีอัตราการเติบโตในระดับที่สูงกว่าสินค้าอุปโภค (ไม่รวมบัตรโทรศัพท์) สาเหตุหลักมาจากการเติบโตของยอดขายอาหารพร้อมทาน อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง และเครื่องดื่ม ส่งผลให้สัดส่วนของรายได้จากการขายร้อยละ 70.8 มาจากสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และร้อยละ 29.2 มาจากสินค้าอุปโภคไม่รวมบัตรโทรศัพท์ อย่างไรก็ตาม สินค้าอุปโภค กลุ่มสินค้าดูแลสุขภาพ ยารักษาโรค และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด มีอัตราการเติบโตของยอดขายในระดับที่สูง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ