“เซ็ปเป้” เพิ่มสินค้าสุขภาพเกาะกระแสโควิด-รัดเข็มขัดค่าใช้จ่าย

ตอบโจทย์ - เซ็ปเป้วางแผนเปิดตัวสินค้าเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

ไวรัสโควิด-19 ไม่สะเทือน “เซ็ปเป้” ทำยอดขายไตรมาส 1/63 เติบโต 6% จากการส่งสินค้าใหม่ปลุกตลาด-ขยายช่องทางขาย ประกาศรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่าย บริหารต้นทุนรัดกุม เตรียมยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักร วางแผนส่งเครื่องดื่มตัวใหม่เจาะคนรักสุขภาพ พร้อมร่วมมือพันธมิตรหาโอกาสธุรกิจใหม่ตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนเร็ว

นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2563 มีรายได้รวม 844.3 ล้านบาท เติบโต 6.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 83.0 ล้านบาท โดยปัจจัยการเติบโตหลัก ๆ มาจากยอดขายต่างประเทศที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากช่องทางการจัดจำหน่ายและคู่ค้าทางธุรกิจที่ครอบคลุมกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ขณะที่ตลาดในประเทศมีการออกสินค้าและนวัตกรรม ที่ผ่านมาบริษัทร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ตลอดจนการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างครอบคลุม

ขณะเดียวกันถึงแม้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่จากการประเมินผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แม้ว่าสินค้าอุปโภคและบริโภคเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบน้อยสุด เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น ๆ แต่คาดว่าความต้องการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงไตรมาส 2/2563 มีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากมาตรการให้ทำงานที่บ้าน (work from home) และหยุดทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้ผู้คนเดินทางออกจากบ้านลดลง ส่งผลให้อัตราการบริโภคเครื่องดื่มลดลงตามไปด้วย และยังประเมินระยะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ยาก

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย และรัฐบาลประเทศต่าง เริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ตลาดทั้งในและต่างประเทศจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้น ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป

ดังนั้น บริษัทจึงวางแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง หลัก ๆ การพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมใหม่จะเน้นกลุ่มที่ให้คุณประโยชน์ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่สนใจด้านสุขภาพมากขึ้น ซึ่งแต่ละปีจะมีสินค้าใหม่เฉลี่ย 13-14 รายการ โดยปัจจุบันเซ็ปเป้ถือเป็นหนึ่งในผู้นำในกลุ่มนี้ ตลอดจนการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะพิจารณาความเหมาะสมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ยังเน้นรักษาเป้าหมายกำไร และปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับยกระดับเครื่องจักรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดีมากขึ้น

นางสาวปิยจิตเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มเติบโตประมาณ 1-2% ถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่มากนัก ทั้ง ๆ ที่ในภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มจะมีสินค้าใหม่ ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก โดยปัจจัยหลักมาจากการที่ตลาดมีการแข่งขันที่รุนแรงและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ทรงตัว อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการรับมือกับกำลังซื้อที่ลดลง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปชอบความแปลกใหม่ และมีแบรนด์ลอยัลตี้น้อยลง บริษัทจะให้ความสำคัญและเน้นการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมที่เข้าไปตอบโจทย์ดังกล่าว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ