พิษโควิด “บีเจซี” รายได้ไตรมาสแรกวูบ 15% สินค้าบริการ-ค้าปลีกกระทบหนัก

“บีเจซี” เผยรายได้ไตรมาสแรกปิดที่ 35,616 ล้านบาท ลดลง  15.9%  ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการระบาดของไวรัสโควิดระลอกที่ 2 ส่งต่อกลุ่มสินค้าบริการ และค้าปลีกสมัยใหม่ กระทบหนัก 

วันที่ 21 พฤษภาคม 2564 นางสุจิตรา วิชยศึกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ถึงรายได้รวมในไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 35,616 ล้านบาท ลดลง 6,712 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15.9% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน รายได้รวมลดลงจากยอดขายและรายได้ค่าบริการที่ลดลงจากธุรกิจรวม อยู่ที่ 32,520 ล้านบาท ลดลง 5,963 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15.5% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการลดลงของยอดขายในกลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ กลุ่มสินค้าและบริการทางอุปโภคบริโภค และกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ 

โดยยอดขายกลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิคในไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 1,926 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.4 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักเกิดจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มสินค้าและบริการทางเทคนิค แม้จะยังคงได้รับผลกระทบจากความต้องการสินค้าเวชภัณฑ์บางกลุ่มที่ลดลง เช่น ยารักษาโรคจากการติดเชื้อโดยทั่วไป เนื่องจากการรักษาระยะห่างและการรักษาสุขอนามัยของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากยอดขายของร้านขายยาตามห้างสรรพสินค้า ในส่วนของกลุ่มธุรกิจเทคนิค ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มลดน้อยลงในไตรมาสแรกของปีนี้ 

ส่วนกลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ยอดขายไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 4,571 ล้านบาท ลดลง 467 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 9.3 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่อภาคการท่องเที่ยวและการค้าข้ามพรมแดน อีกทั้งไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ยังเป็นฐานเปรียบเทียบที่สูง แต่อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ในไตรมาส 1/64 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงและการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นของกลุ่มบรรจุภัณฑ์แก้ว

ด้านยอดขายกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 4,971 ล้านบาท ลดลง 609 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 10.9 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน สาเหตุหลักมาจากฐานเปรียบเทียบที่สูง เนื่องจากกลุ่มธุรกิจอุปโภคและกลุ่มธุรกิจต่างประเทศได้ประโยชน์จากการกักตุนสินค้าของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนการประกาศใช้มาตรการจำกัดด้านการเดินทาง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4/63 ยอดขายลดลงเล็กน้อย 17 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.4 แต่


สำหรับกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ รายได้รวมในไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 24,966 ล้านบาท ลดลง 5,598 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 18.3 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมาจากรายได้จากการขายสินค้าเท่ากับ 22,022 ล้านบาท ลดลง 4,947 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 18.3 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากยอดขายต่อสาขาเดิมลดลง อยู่ที่ร้อยละ -21.6 ในไตรมาส 1/64 สาเหตุจากผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคหันไปใช้จ่ายผ่านร้านค้าแบบดั้งเดิมมากขึ้น ขณะเดียวกันรายได้ค่าเช่า ยังคงได้รับผลกระทบจากการให้ส่วนลดค่าเช่ากับผู้เช่าในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรก รวมถึงอัตราการเช่าที่ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 1/64 กลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ยังคงมุ่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่องโดยได้เปิดมินิบิ๊กซี 18 สาขา แต่มีการปิดมินิบิ๊กซี 2 สาขา ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2564 มีจำนวนสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้งหมด 152 สาขา (บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ บิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า) บิ๊กซีมาร์เก็ต 61 สาขา (บิ๊กซีมาร์เก็ต บิ๊กซี ฟู้ดเพลส และบิ๊กซีดีโป้) มินิบิ๊กซี 1,231 สาขา (รวมสาขาแฟรนไชส์ 61 สาขา) และร้านขายยาเพรียว 144 สาขา กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทในไตรมาส 1/64 เท่ากับ 1,013 ล้านบาท ลดลง 267 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20.8 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4/63 ลดลง 341 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 25.1 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา สาเหตุหลักเกิดจากกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์และกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ