S&P ขนทัพสินค้าบุกซูเปอร์ฯ ผุดสาขาเดลต้าหนุนดีลิเวอรี่

“เอส แอนด์ พี” เปิดเกมรุกครึ่งปีหลัง ยกทัพอาหารไทย-เค้กปอนด์-เบเกอรี่ กระจายจุดส่งทั่วประเทศ ประกาศลงทุนต่อ เปิดร้านโมเดลเดลต้าหนุนดีลิเวอรี่ มุ่งเกาะพื้นที่ทราฟฟิกสูง คอมมิวนิตี้มอลล์-ปั๊มน้ำมัน พร้อมพัฒนาอาหารพร้อมปรุงป้อนซูเปอร์มาร์เก็ต หวังขยับฐานลูกค้าใหม่

นายวิทูร ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เจ้าของร้านอาหารและเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์ “เอส แอนด์ พี” กล่าวในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุนว่า จากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลกระทบต่อยอดขายของสาขาที่ต้องปิดให้บริการ ทำให้บริษัทยังคงต้องปรับตัวเพื่อให้องค์กรอยู่รอด เริ่มตั้งแต่การขยับตัวให้เร็วโดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ลูกค้า ตามด้วยการสร้างผลงานและกำไรตามเป้าหมายที่วางไว้ และหาวิธีการทำงานใหม่ ๆ

ล่าสุดได้เปิดตัว “เอส แอนด์ พี มาร์เก็ตเพลส” ที่ปรับใช้พื้นที่ร้านอาหารให้เป็นตลาดนัด โดยการนำผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทมาวางขายกว่า 8 โซน ทั้งเมนูอาหารพร้อมทาน เบเกอรี่อบสด เค้กปอนด์ ขนมทานเล่น ขนมไทย ของหวาน ไอศกรีม ของฝาก และเครื่องดื่มบลูคัพ ถือว่าได้รับการตอบรับอย่างดี

ขณะที่ผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2564 มีรายได้ 1,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% หลัก ๆ มาจากธุรกิจร้านอาหารเบเกอรี่ และธุรกิจขายส่ง แม้จะได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ แต่ได้ปรับตัวหันมาให้ความสำคัญในช่องทางซื้อกลับบ้านที่เติบโตขึ้น 3% ส่วนดีลิเวอรี่เติบโตขึ้น 28% โดยปัจจัยหลักมาจากการเปิดให้บริการโมเดลร้านเดลต้า (DelTa-delivery and take aways) ตามด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชั่น S&P 1344 รูปแบบใหม่ ด้วยการเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานให้สะดวกและเลือกสินค้าได้อย่างรวดเร็ว

ตลอดจนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ข้าวแช่” ที่สามารถสร้างยอดขายได้อย่างมาก เพราะมีการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม ควบคู่กับการจัดแคมเปญโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดความต้องการลูกค้าได้อย่างดี อีกทั้งยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพของขั้นตอนการทำงานด้วยระบบออโตเมชั่น ตลอดจนการควบคุมและลดค่าใช้จ่าย ซึ่งทำต่อเนื่องมาตั้งแต่การระบาดระลอกแรก

นายวิทูรกล่าวต่อว่า สำหรับกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานในช่วงที่เหลืออยู่ บริษัทยังคงให้ความสำคัญในเรื่องการระมัดระวังค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ให้ขาดทุนน้อยสุด เพื่อประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอดได้ในระยะยาว แต่ขณะเดียวกัน การลงทุนเพื่อขยายสาขาโมเดลใหม่ ๆ ยังคงมีอยู่ โดยเตรียมเปิดร้านในรูปแบบโมเดลเดลต้า (DelTa) เน้นขายแบบซื้อกลับบ้านและดีลิเวอรี่ เพิ่มจำนวน 32 แห่ง

โดยขณะนี้เปิดไปแล้ว 11 แห่ง สเต็ปถัดไปเตรียมเปิดเพิ่มในไตรมาส 3 อีกจำนวน 12 แห่ง และไตรมาส 4 อีก 8 แห่ง ซึ่งได้พื้นที่ครบหมดแล้วทั้งในคอมมิวนิตี้มอลล์, สถานีบริการน้ำมัน หรือปั๊ม และไฮเปอร์มาร์เก็ต ใช้เงินลงทุน 1.5-3 ล้านบาท ขนาดร้านมากกว่า 90 ตารางเมตรขึ้นไป


รวมไปถึงการมุ่งขยายเทรดโซนในตลาดต่างจังหวัด ซึ่งได้ปรับร้านเบเกอรี่ช็อปที่กระจายอยู่ในแต่ละจังหวัดต่าง ๆ มาเป็นจุดบริการส่ง เน้นขายผลิตภัณฑ์กลุ่มเบเกอรี่และเค้กปอนด์ เพื่อเสริมการขายในช่องทางดีลิเวอรี่ให้เติบโตขึ้น ซึ่งทำให้ปัจจุบันมีจุดส่งสินค้าทั่วประเทศทั้งหมด 323 จุด

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการสร้างรายได้คือ การเพิ่มแวลูในการพัฒนาสินค้าเมนูใหม่ ๆ ทั้งกลุุ่มอาหารไทย เค้กปอนด์ เบเกอรี่ คุกกี้ และเครื่องดื่ม โดยยังคงคอนเซ็ปต์ความอร่อย ราคาเข้าถึงง่าย โดยจะผลิตสินค้าออกมาให้เหมาะในแต่ละช่องทางขาย เช่น ชุดเมนูกับข้าวไทย หรือแม้แต่เมนูข้าวแช่ จะเน้นขายผ่านดีลิเวอรี่เป็นหลัก และสำหรับไตรมาส 3 ปีนี้ยังมีเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่เป็นหนึ่งในยอดขายสำคัญของช่วงไตรมาส 3 ทุกปี ที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นขนมไหว้พระจันทร์ ไส้หมูฮ่องเต้ และไส้หมอนทองเก๋ากี้ไข่เค็มลาวา สั่งซื้อผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น S&P ลดราคาพิเศษ 20% ทุกวัน ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2564

พร้อมกันนี้เป้าหมายสำคัญคือ การขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยเตรียมรีลอนช์ระบบซีอาร์เอ็ม ใช้เก็บฐานข้อมูลผู้บริโภคเพื่อมาพัฒนาใช้กับเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น S&P 1344 เพื่อสร้างลูกค้าประจำมากขึ้น และนำเสนอข้อมูลสินค้าได้อย่างชัดเจน พร้อมกับการหันมาให้น้ำหนักในธุรกิจรีเทล ในครึ่งปีหลังนี้เตรียมส่งสินค้าใหม่ ๆ อาทิ อาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมปรุง เข้ามาวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อหาลูกค้าใหม่ ๆ และมีการลอนช์เครื่องดื่มอเมริกาโน่ ขวดลิตรราคา 98 บาท และเครื่องดื่ม ready to drink 6 รสชาติ เน้นขายผ่านหน้าร้าน

ด้านการจัดกิจกรรมทางการตลาดที่ผ่านมาจะเน้นทำตลาดผ่านสปอตโฆษณา ใช้บล็อกเกอร์คนดังเข้ามาสื่อสารสินค้าถึงผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสำคัญ ผ่านช่องทางออนไลน์ให้ครอบคลุมทั้งเฟชบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทยังคงโฟกัสแบรนด์หลัก “เอส แอนด์ พี ที่มีรวม 471 สาขา แต่ยังมีแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอกว่า 6 แบรนด์ ได้แก่ ร้านกาแฟบลูคัพ คอฟฟี่ 2 สาขา, พาซิโอ ร้านอาหารฝรั่งสไตล์โฮมเมด 2 สาขา, ภัทรา ร้านอาหารไทยในลอนดอน ประเทศอังกฤษ 11 สาขา, ไมเซน ร้านอาหารญี่ปุ่น 12 สาขา, แกรนด์ ซีไซด์ ร้านอาหารทะเล 1 สาขา และร้านอาหารญี่ปุ่นอุเมะโนะฮานะ (Umenohana) 2 สาขา

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ