“สตรอแมนน์” บุกตลาดแมส ปลุกทันตกรรม 3.4 แสนล้าน

ทันตกรรม

ตลาดทันตกรรม 3.4 แสนล้าน ส่งสัญญาณบวกหลังโควิดคลี่คลาย “สตรอแมนน์” ปรับกลยุทธ์ส่งสินค้าทันตกรรมทั้งรากฟันเทียม จัดฟันใส พร้อมดึงเทคโนโลยีเสริมทัพเจาะตลาดพรีเมี่ยมไปจนถึงแมส ทั้งโรงพยาบาลรัฐ-เอกชน คลินิกทันตกรรมต่าง ๆ และคณะทันตกรรมในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ก่อนเดินหน้าแผนระยะยาวหนุนสร้างโรงงานในไทย พร้อมปั้นรายได้ 300 ล้าน

นางนงลักษณ์ กิจเจริญการกุล ประธานบริหาร บริษัท สตรอแมนน์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้ารากฟันเทียม ภายใต้แบรนด์สตรอแมนน์ (Straumann) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังบริษัทจะเข้ามาทำตลาดในไทยตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยได้เดินหน้ารุกตลาดทันตกรรม รากฟันเทียม และจัดฟันใส ผ่านลูกค้าทั้งกลุ่มลูกค้าหลัก โรงพยาบาลรัฐ-เอกชน คลินิกทันตกรรมต่าง ๆ และคณะทันตกรรมในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

พบว่าตลาดรากฟันเทียมในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 600 ล้านบาท และถึงแม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่สามารถเติบโตกลับคืนมาใกล้เคียงเดิมและจะยังเติบโตได้อีกมาก

ขณะที่ปริมาณการใช้รากฟันเทียมของคนไข้ในประเทศที่มีอยู่เพียง 70,000 รากเทียม ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรไทยกว่า 67 ล้านคน อีกทั้งไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในยุค next normal หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสุขภาพร่างกายและช่องปาก รวมถึงยังให้ความสำคัญกับการเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงรวมทั้งการดูแลหลังการเข้ารับบริการ

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาหลังโควิดคลี่คลาย แนวโน้มทันตกรรมเริ่มกลับมาเติบโตได้ดีอีกครั้ง โดยเฉพาะตลาดพรีเมี่ยมที่ลูกค้ามีความต้องการอยู่แล้ว โดยสินค้าของบริษัทเน้นเจาะตลาดพรีเมี่ยมเป็นหลัก จึงสามารถฟื้นตัวได้เร็ว พอสถานการณ์กลับมาดีขึ้นทำให้ตัวเลขดีดกลับทันที ต่างจากตลาดแมสทั่วไปที่ยังมีปัญหาเรื่องกำลังซื้อ ตลาดจึงยังไม่ฟื้นตัวมากนัก

สำหรับแผนงานจากนี้บริษัทได้ปรับแผนการตลาด เพื่อให้สอดรับความต้องการของกลุ่มคนไข้และการเติบโตของตลาดทันตกรรมรากฟันเทียมในอนาคต ตั้งแต่การนำเข้าผลิตภัณฑ์ด้านทันตกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานรากเทียมมาเพื่อครอบคลุมทุกความต้องการ ทุกข้อบ่งใช้ โดยยังคำนึงถึงคุณภาพและการบริการ



โดยในส่วนรากฟันเทียมแบ่งออกเป็นรากฟันเทียมแบรนด์ Straumann ซึ่งถือเป็นเรือธงที่นำเข้ามาเพื่อเจาะกลุ่มตลาดพรีเมี่ยม รวมถึงคนไข้ชาวต่างชาติที่เดินทางมารักษาในประเทศไทย รองรับการเปิดประเทศนับจากนี้ด้วยการชูจุดเด่นด้านคุณภาพที่เอื้อต่อการรักษา ทั้งในด้านขนาดรากเทียมที่เล็กและแข็งแรงกว่า ทำให้สามารถลดเวลาและขนาดของบริเวณผ่าตัดให้น้อยและเล็กลง

การมีเทคโนโลยีที่ผิวรากเทียมทำให้แผลหายเร็วกว่าปกติ และมีทางเลือกให้คนไข้กลุ่มที่มีโรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคกระดูกพรุน เพิ่มโอกาสในความสำเร็จของการรักษา รวมถึงการรับประกันสินค้าตลอดชีวิตการใช้งาน และ worldwide guarantee ทำให้สะดวกในการขอเคลมสินค้าเมื่อมีปัญหาโดยตรงกับบริษัทในประเทศนั้น ๆ ได้ทันทีไม่ว่าจะรักษาจากประเทศไหนก็ตาม

นอกจากนี้ ยังเปิดตัวรากฟันเทียมแบรนด์ Neodent แบรนด์รากฟันเทียมน้องใหม่ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยได้เพียง 5 ปี เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่ม value segment หรือเป็นการขยายฐานไปยังกลุ่มคนไข้ระดับแมส ด้วยจุดเด่นการตอบโจทย์ด้านราคา พร้อมทั้งคุณภาพและการดูแลหลังเข้ารับบริการที่ได้มาตรฐาน

ล่าสุดได้นำเข้าเทคโนโลยีและอุปกรณ์สำหรับการจัดฟันใส เพื่อเจาะตลาดการจัดฟันใสในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ช่วยให้การจัดฟันใสมีราคาที่เอื้อมถึงได้เพื่อตอบโจทย์กำลังซื้อในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ทั้งเครื่องสแกนปาก เครื่องเอกซเรย์ต่าง ๆ ควบคู่กับการให้ความรู้ความเข้าใจให้คนไทยเข้าใจถึงความสำคัญของการดูแลรากฟัน ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้บริษัทยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง “ไอทีไอ” หรือ International Team for Implantology (ITI) องค์กรสนับสนุนทันตแพทย์ด้านทันตกรรมรากฟันเทียม เปิดตัว International Team for Implantology-Thailand Section อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อร่วมมือกันพัฒนาองค์ความรู้ด้านทันตกรรมรากเทียม

ด้วยการสนับสนุนให้ความรู้แก่ทันตแพทย์ผ่านการจัดอบรมโดยทันตแพทย์รากเทียมที่มีชื่อเสียงระดับโลก พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณการวิจัยให้แก่ทันตแพทย์ เพื่อนำผลวิจัยต่าง ๆ มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น และสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะทำให้สินค้าราคาถูกลงและเป็นประโยชน์ในการรักษาต่อคนไข้ รวมถึงพัฒนาบุคลากรด้านทันตกรรมป้อนตลาดในอนาคต

ควบคู่กับวางเป้าหมายระยะยาวในเมืองไทยช่วง 5 ปีนับจากนี้ด้วยการเตรียมสร้างฐานการผลิตในประเทศไทย หากได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐบาล บริษัทแม่มีความสนใจเข้ามาลงทุนในไทย


โดยเฉพาะเรื่องโลจิสติกส์ที่ได้เปรียบประเทศอื่น และแม้ปัจจุบันจะมีการผลิตในประเทศจีน แต่ทว่า ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น จึงมองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมในสิ้นปี 2565 ในส่วนของเมืองไทยไว้กว่า 300 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทครองส่วนแบ่งทางการตลาด 29% จากมูลค่าตลาดรวมกว่า 340,000 ล้านบาท

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ