กระเป๋านกฮูก “วันนาซู” ฝันให้ใหญ่…ไปให้ถึง

คอลัมน์ Biz ว้าววว!

ที่ผ่านมาหลายคนน่าจะเคยผ่านตา “กระเป๋านกฮูก” กระเป๋าหนังที่มีดีไซน์โดดเด่นแปลกใหม่ ด้วยหน้านกฮูกขนาดใหญ่หลากอารมณ์และสีสันสดใสจัดจ้าน ไม่ว่าจะเป็นเหลือง ชมพู น้ำเงิน ฉีกแนวจากสินค้าเครื่องหนังเดิม ๆ จนเป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวและชาวไทย

โดยสินค้านี้เป็นผลงานของ “วันนาซู” (Wannasu) แบรนด์แฟชั่นเครื่องหนังสัญชาติไทย น้องใหม่ที่แม้แจ้งเกิดในตลาดได้เพียง 2 ปี แต่สามารถสร้างชื่อเสียงไปถึงต่างประเทศทั้งฝั่งตะวันออกกลางและจีนแผ่นดินใหญ่ จนมีนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาซื้อ

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสพูดคุยกับหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์นี้ ถึงที่มาและทิศทางในอนาคตที่วันนาซูจะก้าวต่อไป “คีตมงคล เนืองพิพัฒน์ภักดี” รองประธานและดีไซเนอร์ บริษัท วรรณาสุวรรณมณี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแฟชั่นเครื่องหนังแบรนด์ “วันนาซู” ได้เล่าถึงที่มา กลยุทธ์และเส้นทางในอนาคตของแบรนด์ กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แบรนด์นี้เกิดจากความสนใจด้านแฟชั่นเครื่องหนังของตนที่เป็นนักออกแบบภายในกับ “ชเนศ สุวรรณมณี” จักษุแพทย์ซึ่งเป็นพี่ชายและรับตำแหน่งประธานบริษัทและซีอีโอ


รวมถึงเล็งเห็นศักยภาพของตลาดที่มีดีมานด์สูงทั้งชาวต่างชาติและคนไทยจึงร่วมมือกันตั้งบริษัทและแบรนด์ขึ้นเมื่อ 6 ม.ค. 2559 โดยใช้คำว่า “วรรณา” จากชื่อคุณแม่และคำแรกของนามสกุล “สุวรรณมณี” มาผสมกันพร้อมกำหนดโพซิชั่นและจุดขายให้เป็น “แบรนด์เครื่องหนังเอ็กโซติกที่สนุก”

ด้วยการผสมความหรูหราของวัสดุ อาทิ หนังกิ้งก่า งู นกกระจอกเทศ จระเข้ ตะกวด ฯลฯ กับความเป็นแฟชั่นทั้งสีสันสดใส-หลากหลาย และดีไซน์แปลกใหม่หลุดโลก รวมถึงผสมความเป็นไทยและเอเชียผ่านวัสดุ เช่น ผ้าไหมปักธงชัย ไม้ไผ่ และดีไซน์ที่ใช้แรงบันดาลใจจากสิ่งของและวัฒนธรรมอย่างชฎา โดยลอนช์สินค้าใหม่ทุกซีซั่นเพื่อสร้างเอกลักษณ์ฉีกจากคู่แข่ง รักษาการรับรู้ให้ต่อเนื่อง ทั้งยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำตลาดและขยายฐานลูกค้า จนออกมาเป็น “เลดี้วันนาซู” กระเป๋าทรง 6 เหลี่ยมและ “อายออฟวันนาซู” กระเป๋านกฮูกที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

“เพื่อให้สินค้ามีเอกลักษณ์และทันสมัยมากที่สุด เราใช้ช่างฝีมือรุ่นใหม่อายุไม่เกิน 30 ปี พร้อมเปิดโอกาสให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่ โดยกำหนดเพียงภาพรวมดีไซน์ ทำให้กระเป๋าแต่ละใบมีเอกลักษณ์ของตนเองไม่ว่าจะวัสดุหรือสีสัน”

ด้านการทำตลาดช่วงแรกโฟกัสออนไลน์ผ่านอินสตาแกรม และตลาดตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูงและเข้าใจในตัวสินค้า รวมถึงนิยมสินค้าจากไทย เพื่อสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่น โดยเดินสายร่วมงานแสดงสินค้าในกรุงอาบูดาบีและดูไบ พร้อมกับย้ำโพซิชั่นสินค้าไทยด้วยชื่อ เช่น รุ่นนางพญา จนปัจจุบันมีดีลเลอร์นำสินค้าเข้าไปขายและทำตลาด

เมื่อได้ฐานลูกค้าที่ช่วยสร้างการรับรู้แบบปากต่อปากในผู้บริโภคระดับบน-ไฮเอนด์แล้ว จึงกลับมาขายในประเทศไทยช่วง มี.ค. 2560 เน้นโมเดลตั้งช็อปในโซนพลาซ่า เนื่องจากมีอิสระในการออกแบบตกแต่งร้านให้ตอกย้ำเอกลักษณ์และจุดขายของสินค้าได้ดีกว่าเคาน์เตอร์ในโซนดีพาร์ตเมนต์ จนปัจจุบันมีร้าน 4 สาขา คือ สาขาแฟลกชิปที่สยามเซ็นเตอร์, เอ็มโพเรียม, สยามพารากอน และพระราม 9 รวมถึงเปิดรับออร์เดอร์ตรงจากต่างประเทศอีกด้วย

ในอนาคตเล็งขยายสาขาเพิ่มในห้างสรรพสินค้าและต่างประเทศ อาทิ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ไอคอนสยาม รวมถึงสิงคโปร์ซึ่งเป็นฐานลูกค้าใหญ่รองจากจีน, ตะวันออกกลางและไทย โดยจะเป็นการบริหารเองเพื่อคุมรูปแบบและภาพลักษณ์ของการทำตลาดให้สอดคล้องกัน

นอกจากนี้ยังขยายฐานไปยังกลุ่มวัยรุ่นด้วยแบรนด์ “วันนาบี” ซึ่งปรับดีไซน์ให้ทันสมัยโดนใจวัยรุ่นยิ่งขึ้น พร้อมราคาที่จับต้องได้ เช่น ลวดลายดอกไม้และสัตว์ต่าง ๆ ใช้โซ่แทนสายหนัง เป็นต้น รวมถึงผสมวัสดุอย่าง หนังวัว เพื่อให้สามารถตั้งราคาในระดับไม่เกิน 2 หมื่นบาท รวมถึงแตกไลน์สินค้าอื่น ๆ ทั้งเครื่องประดับ น้ำหอม

พร้อมกับเร่งทำตลาดในสื่อหลากหลายยิ่งขึ้น จากเดิมที่เน้นออนไลน์ โดยพยายามนำสินค้าไปโชว์ในงานแฟชั่น อย่างแบงค็อกแฟชั่นวีก ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับเป้าหมายในอนาคตนั้น”คีตมงคล” กล่าวว่า ต้องการให้วันนาซูเป็น “กุชชี่” แห่งเอเชียฝันใหญ่ไปให้ถึง