“นิสสัน”ลุยกระตุกยอดปิกอัพ ดัมพ์ราคานาวารา-ปรับแพ็กเกจสินเชื่อ

“นิสสัน” ปรับแผนเดินเครื่องลุยปิกอัพเต็มสูบ ผนึกไฟแนนซ์ ออกแบบสินเชื่อให้ตรงความต้องการกลุ่มลูกค้า มั่นใจดันยอดพุ่ง ปลื้มอีโคคาร์รักษาระดับการเติบโตต่อเนื่อง ยันขายรถ 5 เดือน ทะลุ 4 แสนคัน

นายรัฐการ จูตะเสน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการขาย บริษัท นิสสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแผนรุกตลาดในช่วงครึ่งปีหลังว่า ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดอีโคคาร์และปิกอัพ เนื่องจากมีอัตราการเติบโตที่ดี สถานการณ์ตลาดช่วง 2 เดือนผ่านมา (เม.ย.-พ.ค.) มียอดการเติบโตสูงถึง 27% ต่างจากไตรมาสแรกที่โตแค่ 13%

“ในกลุ่มอีโคคาร์เรามีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 57% ยังคงรักษาระดับการเติบโตของตลาดรถอีโคคาร์ได้เป็นอย่างดี 2 เดือนที่ผ่านมานิสสันทำได้ตามเป้ามีแชร์ในตลาด 7%”


ขณะที่ตลาดปิกอัพยังต้องเร่งผลักดันให้มากขึ้น เพราะของนิสสันโตน้อยกว่าตลาด ซึ่งล่าสุดบริษัทได้ร่วมมือกับนิสสัน ลีสซิ่ง ออกแบบและเงื่อนไขทางการเงิน พร้อมทั้งแคมเปญส่งเสริมการขาย ให้เหมาะสมและสอดรับกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด โดยเฉพาะนาวารา รุ่นคิงส์แค็บ ซึ่งลูกค้าซื้อไปเพื่อใช้งานหนักสำหรับบรรทุก ได้จัดแพ็กเกจทางการเงิน ผ่อนเพียงเดือนละ 6,900 บาท นานถึง72 เดือนฟรีประกัน

“ตอนนี้เราเดินมาถูกทางแล้วนาวารา คิงส์แค็บ เป็นรุ่นที่ขายมากสุดถึง 50% ตลาดล่าง ๆ เติบโตค่อนข้างเยอะ ตั้งแต่กลางเดือนที่แล้วเราขยับราคาจาก 6.35 แสนลงมา อยู่ที่ 5.49 แสนบาท ตัวเลขดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเร็ว ๆ นี้เราจะมีพีพีวี เทอรา มาเสริมต้องเตรียมตัวให้พร้อม”

แหล่งข่าวจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ หอการค้าญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย หรือเจโทรเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงยอดขายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามียอดขายทั้งสิ้น 401,536 คันแบ่งเป็น โตโยต้า 114,175 คัน อีซูซุ 73,416 คัน ฮอนด้า 49,289 คัน มิตซูบิชิ 33,929 คัน, นิสสัน 27,080 คัน มาสด้า 26,886 คัน ซูซูกิ 10,987 คัน ฟอร์ด 27,676 คัน เชฟโรเลต 7,542 คัน

ขณะที่ยอดขายในเดือนพฤษภาคมนั้น 85,300 คัน แบ่งเป็นโตโยต้า 26,673 คัน อีซูซุ14,336 คัน ฮอนด้า 10,420 คัน มิตซูบิชิ 6,882 คัน นิสสัน 5,438 คัน มาสด้า 5,881 คัน ซูซูกิ 2,522 คัน ฟอร์ด 5,260 คัน เชฟโรเลต 1,101 คัน

ด้านนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวเสริมว่า แนวโน้มการลงทุนของภาครัฐและเอกชนที่มีการลงทุนมากขึ้น ประกอบกับการแข่งขันการยื่นข้อเสนอพิเศษของบรรดาค่ายรถยนต์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ล้วนส่งผลดีต่อตลาดรถยนต์ในอนาคตอันใกล้นี้ แม้ว่าเสถียรภาพทางการเมืองจะยังไม่ชัดเจนและราคาน้ำมันที่ผันผวน แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์มากนัก เชื่อว่าตลาดยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง