ปีหน้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด พรึ่บเต็มประเทศ

วันก่อน ค่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดงานเปิดตัวรถยนต์สปอร์ตหรู เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส คูเป้ 560 และคาบิโอเรต ราคา 15.99 ล้านบาท และ 16.72 ล้านบาท ตามลำดับ นายใหญ่ “ไมเคิล เกรเว่ย์” อัพเดตและฉายภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดรถยนต์พรีเมี่ยมคาร์ในปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะกระแสตอบรับของรถยนต์ในกลุ่มปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่โตวันโตคืน

 

ตลาดพรีเมี่ยมคาร์โตได้อีก

สำหรับตลาดพรีเมี่ยมคาร์ในช่วง 7 เดือนแรกที่ผ่านมา จะเห็นว่ามียอดขายโดยรวมอยู่ที่ 14,000 คัน โต 15% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตแบบชะลอตัว และมีอัตราเฉลี่ยต่ำกว่าตลาด ส่วนในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดรถพรีเมี่ยมมียอดขายอยู่ที่ 14,000 คัน เติบโตขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ มียอดขายไปแล้ว 8,600 คัน โต 9% และเมื่อดูสัดส่วนการขายแล้วจะเห็นว่า เกือบ 50% ของยอดขายนั้นเป็นรถยนต์ในกลุ่มพิเศษ EQ (Electric Intelligence by Mercedes-Benz) หรือกลุ่มปลั๊ก-อิน ไฮบริด ซึ่งโตถึง 40% แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันนี้ ลูกค้าชาวไทยมีความเข้าใจและต้องการใช้รถยนต์ประเภทนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากสัดส่วนการขายที่ออกมา

กลุ่มเอเอ็มจีไปได้สวย


อีกปัจจัยที่ทำให้ยอดขายของเมอร์เซเดส-เบนซ์เติบโต คือ รถยนต์ในกลุ่มสมรรถนะสูงอย่าง เอเอ็มจี ที่ 7 เดือนมียอดขายโตถึง 250% ซึ่งเป็นผลมาจากการทำตลาดรถประเภทนี้อย่างจริงจัง

และมีตัวแทนจำหน่ายถึง 11 แห่งในช่วงที่ผ่านมา โดยเร็ว ๆ นี้จะเพิ่มอีก 1 แห่งเป็น 12 แห่ง เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค รวมถึงการลงทุนในส่วนของเครื่องมือพิเศษ การฝึกอบรมพนักงานเพื่อรองรับในส่วนของรถในกลุ่มเอเอ็มจีโดยเฉพาะ

เดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง

ทั้งนี้จะเห็นว่า รัฐบาลไทยได้มีนโยบายในการสนับสนุนรถยนต์ในกลุ่มปลั๊ก-อิน ไฮบริด, อีวี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางของการผลิตรถยนต์ในปัจจุบัน ดังนั้นการที่ประเทศไทยจะเดินหน้าเพื่อก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตรถยนต์ทั้ง 2 ประเภทนี้ จึงถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ทั้งนี้หมายความจะต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางดังกล่าว รวมทั้งรองรับจำนวนความนิยมของรถทั้ง 2 ประเภทที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ 1.การชาร์จ ว่าแต่ละครั้ง

ที่ชาร์จโดยเฉพาะในพื้นที่กลางอย่าง คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน ฯลฯ ว่าจะมีต้นทุนค่าไฟเท่าไหร่ และจะจัดเก็บในอัตราเท่าใด ตรงนี้ยังไม่มีการนำประเด็นดังกล่าวมาหารือ หรือพูดคุยกันเลย และ 2.เรื่องของความเสถียรของกระแสไฟฟ้าว่ามีมากน้อยเพียงใด

ลูกค้าเลือกสมรรถนะไม่ใช่ราคา

เมอร์เซเดส-เบนซ์มองว่า การสนับสนุนไปยังกลุ่มผู้ใช้รถนั้นอาจเกินความจำเป็น เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลได้มีการสนับสนุนในรูปแบบของการลดภาษีต่าง ๆ ทำให้ราคารถยนต์ประเภทนี้มีราคาลดลงกว่าที่ควรจะเป็นค่อนข้างมากแล้ว และเชื่อว่าลูกค้าผู้ใช้รถเองนั้นยังให้ความสำคัญกับตัวรถ ทั้งในเรื่องของความสนุกสนานในการขับขี่ ความปลอดภัย สามารถขับได้ในระยะทางที่ค่อนข้างยาว มากกว่าจะมองในเรื่องของราคา และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เป็นเรื่องรองลงไป

ปีหน้าพรึ่บเต็มพื้นที่

เชื่อว่ารถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เรามีโรงงานแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ที่เราได้ขอรับการส่งเสริม

การลงทุนไปยังบีโอไอ ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ จะเริ่มเปิดสายการผลิตได้ในปีหน้า จะทำให้มีซัพพลายเพิ่มขึ้น มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจมากขึ้นด้วย และเราเชื่อว่ายอดขายของรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด จะเติบโตเพิ่มขึ้นแน่นอน