คอนเซ็ปต์คาร์ล้นเวทีเอ็กซ์โป เบนซ์ “อีคิวเอ” มาสด้า “ชูเวอร์ชั่น”อาร์เอ็กซ์”

ค่ายรถพร้อมใจชูเทคโนโลยี ยึดเวทีมอเตอร์เอ็กซ์โป 2018 อวดโฉมคอนเซ็ปต์คาร์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ออกตัวแรงผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าตัวจริง ส่ง “อีคิวเอ” นำร่อง มาสด้าเน้นดีไซน์ ดันอาร์เอ็กซ์-วิชั่นและวิชั่น คูเป้ มัดใจคนรุ่นใหม่ ค่ายเอ็มจียกเซี่ยงไฮ้ มอเตอร์โชว์ E-motion มาไว้ที่เมืองทองฯ

กระหึ่มจริง ๆ สำหรับอีเวนต์โชว์รถยนต์สุดท้ายของปี ที่เมืองทองธานี ระหว่าง 29 พ.ย.-10 ธ.ค.นี้ ค่ายรถยนต์หลายค่ายได้ลุยอวดโฉมนวัตกรรมยนตรกรรม ด้วยการนำรถคอนเซ็ปต์ที่เป็นต้นแบบ หรือพิมพ์เขียว ที่เป็นไกด์ไลน์ในการกำหนดทิศทางการออกแบบโปรดักชั่นคาร์คันต่อ ๆ ไป จะมีอะไรโดดเด่นบ้าง “ประชาชาติธุรกิจ” พาสำรวจเริ่มกันที่คันแรกจากค่ายดาวสามแฉก

เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำรถยนต์ต้นแบบสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% “อีคิวเอ”มาให้ชาวไทยได้สัมผัสตัวเป็น ๆ และยังถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ electric intelligenceซึ่งจะถูกนำมาใช้ในรถยนต์กลุ่มคอมแพ็กต์ที่ผสานความคล่องตัวกับระยะทางการขับขี่ที่ยาวไกล เหมาะสำหรับขับขี่ในชีวิตประจำวัน ที่ใช้สถาปัตยกรรมซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแบตเตอรี่

“อีคิวเอ” ออกแบบภายใต้ปรัชญาการออกแบบ sensual purity ด้วยการลดองค์ประกอบที่เป็นสันและเส้นออกไป

เพื่อให้เห็นถึงสัดส่วนที่น่าตื่นตา และพื้นผิวที่ราบลื่นไร้รอยต่อผสานกับกราฟิก จากการใช้แผงด้านหลังแบบไฮเทคสีดำ เทคโนโลยีไฟส่องสว่างด้วยเลเซอร์ไฟเบอร์ โดยที่ตัวกลางซึ่งถูกกระตุ้นด้วยแสงเลเซอร์ได้ถูกฝังไว้ในแกนกลางของเคเบิลใยแก้วไฟรูปทรงขดเกลียวเล็ก ๆ ยิ่งทำให้นึกถึงขดลวดทองแดงในมอเตอร์ไฟฟ้า การเคลื่อนไหวของกระแสไฟ อีคิวเอ คันนี้ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว แบ่งหน้าที่กันระหว่างการขับเคลื่อนล้อหน้า และชุดล้อหลัง ให้กำลังขับเคลื่อน 200 กิโลวัตต์ 268 แรงม้า ความเร็ว 0-100 ได้ในเวลา 5 วินาที เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา มีโหมดการขับขี่ 2 รูปแบบคือ sport และ sport plus ปรับเปลี่ยนแรงบิดที่ส่งไปยังล้อหน้า และล้อหลัง ในอัตราที่แตกต่างกัน แผงสีดำบริเวณตอนหน้าของรถทำหน้าที่เป็นกระจังหน้าแบบเสมือนและจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปตามโหมดการขับขี่ที่ใช้ โดยในโหมด sport กระจังจะแสดงภาพปีกติดเปลวเพลิงในแนวนอน

Advertisment

ค่ายมาสด้าได้รับไฟเขียวจากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ให้นำรถยนต์ต้นแบบที่ถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบ โคโดะ ดีไซน์ เจเนอเรชั่นใหม่ ผ่านรถต้นแบบ 2 คัน คือ มาสด้า อาร์เอ็กซ์-วิชั่น (RX-Vision) และวิชั่น คูเป้ (Vision Coupe) มาสด้ายังได้นำรถเวอร์ชั่น คูเป้ รถคูเป้ต้นแบบที่สานต่อ “ความสง่างามสไตล์มาสด้า” ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 1960 ด้วยรถ 2 ประตู คูเป้ คันแรกของมาสด้า คือ อาร์ 360 ตามมาด้วยครื่องยนต์โรตารี ในปี 1966 วิชั่น คูเป้ เป็นโมเดลสำหรับยุคถัดไปของมาสด้า ที่แสดงให้เห็นถึง “ความสง่างามรูปแบบใหม่” ที่พัฒนาขึ้นโดยนำเอาประวัติศาสตร์การออกแบบของมาสด้า

ในแบบคูเป้ ที่ได้ประยุกต์คอนเซ็ปต์ “MA” (หรือคำว่า พื้นที่โล่ง) ฟีเจอร์ที่มีความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น เพื่อที่จะสร้างการตกแต่งภายในที่เชื่อมต่อสื่อสารกับโลกภายนอก

ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน คือ รถเก๋ง 4 ประตู ทำให้วิชั่น คูเป้ ต่างไปจาก มาสด้า อาร์เอ็กซ์-วิชั่น รถยนต์ต้นแบบที่ออกมาในปี 2015 ทั้งคู่มีรูปทรงและหน้าตาคล้ายกัน เส้นสายที่เล่นกับแสงและเงา เพื่อสะท้อนความสวยงามออกมา

ขณะที่ค่ายเอ็มจี นำรถยนต์ต้นแบบ เอ็มจี อี-โมชั่น “MG E-motion Concept” เป็นการผสมผสานทั้งนวัตกรรมด้านการออกแบบ เทคโนโลยีที่ทันสมัยของเอสเอไอซี และการเชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ตเข้าไว้ด้วยกัน หลังจากเปิดตัวครั้งแรกที่เซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 17 รถซึ่งคันนี้ถูกออกแบบให้สะท้อนถึงดีเอ็นเอของแบรนด์รถสปอร์ตอย่างเอ็มจีที่แท้จริง ขับเคลื่อน ด้วยพลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกใหม่แห่งอนาคต ดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย แฝงไว้ซึ่งความเร้าใจของเอ็มจี อี-โมชั่น คือสไตล์ที่สื่อให้เห็นถึงทิศทางการออกแบบของรถยนต์เอ็มจีในอนาคต

Advertisment

โครงหลังคาเส้นโค้งเรียวถูกออกแบบให้บรรจบกับตัวถังด้านท้ายรถในสไตล์รถ “สปอร์ตแบ็ก” ซึ่งเป็นดีเอ็นเอการออกแบบของเอ็มจีมากว่า 100 ปี การออกแบบด้านหน้าโดดเด่นพร้อมไฟส่องสว่างแบบแอลอีดีสุดคลาสสิก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากแสงสะท้อนของลอนดอนอาย และไฟท้ายแนวตั้งที่สานต่อสุนทรียภาพในการขับขี่ที่เปลี่ยนผ่านจากอดีตสู่อนาคต

รถคันนี้ยังมาพร้อม “แบล็กเทคโนโลยี” เทคโนโลยีการขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มโมดูลาร์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกที่ปราศจากการสร้างมลพิษให้แก่สิ่งแวดล้อม และสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร ได้ในเวลาเพียง 4 วินาที

มีระยะทางขับเคลื่อนไกลกว่า 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ เอ็มจี อี-โมชั่น ยังสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอัจฉริยะเพื่อให้ผู้ขับขี่เข้าสู่โลกออนไลน์ได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้ว

ปอร์เช่ ไทคาน รถพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของค่าย จากมิชชั่น อี มาเป็น ไทยคาน ที่สะท้อนให้เห็นภาพของม้าศึกที่เป็นตราสัญลักษณ์ของปอร์เช่ และนับเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตของค่ายนี้ และยังถือเป็นการประกาศวาระแห่งการเฉลิมฉลอง ในฐานะส่วนหนึ่งของกิจกรรม “70 Years Of Sport Cars”

รถคันนี้ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนประสิทธิภาพสูง 2 ตัวแบบ permanently excited synchronous motors (PSM) เมื่อทำงานร่วมกันสามารถผลิตกำลังสูงสุดได้มากกว่า 600 แรงม้า หรือ 440 กิโลวัตต์ ส่งผลให้รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าคันนี้มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลาต่ำกว่า 3.5 วินาที และ 200 กม./ชม. ภายในเพียง 12 วินาที ความเร็วสูงสุดถึง 250 กม./ชม. รถยนต์คันนี้สามารถเดินทางไกลมากกว่า 500 กม. ตามมาตรฐานของ NEDC

ขณะที่ค่ายมินิ มี “มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์ก จีพี คอนเซ็ปต์” ด้วยความกว้างของตัวถังที่มากกว่า MINI Hatch ในรุ่นมาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด โดยใช้อุปกรณ์เสริมแอโรไดนามิกชิ้นโตรอบคัน และใช้วัสดุน้ำหนักเบา เช่น carbon-fibre เพื่อลดน้ำหนักของตัวรถ และเพื่อรักษาการกระจายน้ำหนักให้มีความสมดุล ด้านหน้าของตัวรถ มีช่องดักอากาศขนาดใหญ่ และมีสปอยเลอร์หน้าที่แนบเกือบติดกับพื้นถนน เน้นการขับขี่ในสนามแข่งโดยเฉพาะ

ตัวรถใช้สี black jack anthracite ซึ่งมีความเข้ม ดุดัน และตัดด้วยสีแดง curbside red ที่เป็นเนื้อสีด้าน มีการออกแบบไฟหน้าใหม่ ให้มีวงแหวนสีแดงอยู่ภายใน กระจังหน้าขนาดใหญ่ทรงหกเหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์ของ MINI ตัดด้วยสีส้ม highspeed orange มีสกู๊ปดักลมที่ฝากระโปรง และหลังคาของตัวรถ เพื่อเสริมความดุดัน ด้านข้างของตัวรถ ได้รับการออกแบบใหม่หลายส่วน ทั้งกระจกมองข้างทรงใหม่ มือจับประตู และเสริมด้วยช่องดักลมชิ้นโต และสเกิร์ตข้างที่ทำมาจาก carbon-fibreหลังซุ้มล้อหน้า มีตัวเลข 0059 กำกับไว้ ซึ่งมีที่มาจากปี 1959 ที่เป็นปีกำเนิดรถยนต์มินิ ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ตัดด้วยสีที่เข้ากับตัวรถ พร้อมสัญลักษณ์ GP อย่างโดดเด่น

ด้านท้าย โดดเด่นด้วยไฟท้าย LED ลวดลายธงชาติสหราชอาณาจักร หรือ Union Jack เพิ่มความดุด้วยสปอยเลอร์ขนาดใหญ่มโหฬารในรูปทรงที่สอดคล้องไปกับลวดลายที่พาดมาจากด้านข้างของตัวรถ

ส่วนเบาะเป็นแบบรถแข่ง แบบ bucket seat คู่หน้า พร้อมเข็มขัดนิรภัยแบบ 5 ตำแหน่ง มีคอนโซลแบบเรียบง่าย แต่ใช้ลวดลายสปอร์ตตามสไตล์รถแข่ง สามารถชิฟต์เกียร์ได้จากแป้นบนพวงมาลัย และมีหน้าจอ head-up display สำหรับแสดงข้อมูลต่าง ๆ ขณะขับขี่ และบริเวณแดชบอร์ดหน้าฝั่งผู้โดยสาร จะมีตัวเลข GP0059