ซีพีขยายอาณาจักรแบรนด์ MG บ.แม่ตั้งไทยทำตลาดคลุมเอเชีย-โอเชียเนีย

“ซี.พี.” ลั่นบุกธุรกิจยานยนต์เต็มสูบปั้น แบรนด์ “เอ็มจี” ให้แข็งแกร่ง หลังได้สิทธิดูแลตลาดไทยและภูมิภาคเอเชียโอเชียเนีย แถมได้สิทธิตั้ง “ดิสทริบิวเตอร์” ในตลาด ตปท. แตกไลน์ “ลีสซิ่ง” เสริมแกร่งมั่นใจยอดขายทะลุ “แสนคัน” ใน 3 ปี

นายธนากร เสรีบุรี รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมเครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยถึงแผนธุรกิจด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า ซี.พี.พร้อมลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานด้านการผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ “เอ็มจี” ในประเทศไทย ภายใต้การดำเนินธุรกิจของบริษัท เอสเอไอซีมอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจีเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด อย่างต่อเนื่อง

นายธนากรกล่าวว่า แม้ก่อนหน้าในช่วงเริ่มต้น บริษัทจะขาดทุนจากการดำเนินธุรกิจรถยนต์เอ็มจีไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการเลือกแนะนำรถยนต์นั่งขนาดกลางอย่าง เอ็มจี 5 และเอ็มจี 6 ออกสู่ตลาด

ก่อนที่บริษัทจะปรับแผนธุรกิจหันมาทำตลาดรถยนต์ที่มีความต้องการของตลาดอย่าง เอ็มจี 3 และรถยนต์รุ่นต่าง ๆ เข้ามาทำตลาด จนกระทั่งได้รับการยอมรับจากลูกค้าชาวไทย

“วันนี้ต้องยอมรับว่าเราเกิดไม่ถูกจังหวะ เอ็มจีมาเกิดตอนที่มีรถยนต์คันแรก ประกอบกับเราแนะนำสินค้าซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้วันนี้เราค่อนข้างแย่ ประกอบกับความมั่นใจของเอสเอไอซีมอเตอร์ในตัวสินค้า ความชำนาญสู้คู่แข่งได้ เพียงแต่เขาไม่เข้าใจพฤติกรรมตลาดไทย เราจึงได้มาวางแผนงานกันใหม่”

โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับปัจจัยหลัก 4 ประการ คือ 1.โปรดักต์ต้องดีตรงกับรสนิยมลูกค้าชาวไทย 2.บริการหลังการขายต้องดี 3.ราคาขายต่อหรือราคารถมือสองต้องดีเช่นเดียวกัน

“นี่คือสิ่งที่บริษัทได้พยายามและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง”

และล่าสุด บริษัทมองว่า ปัจจัยที่ 4.จะเสริมสร้างและผลักดันให้ยอดการจำหน่ายรถยนต์ของเอ็มจี มีการเติบโตไปได้อย่างมั่นคง คือ ตั้งบริษัทจดทะเบียนใหม่ เพื่อดำเนินธุรกิจ “ลีสซิ่ง” เพื่อรองรับธุรกิจรถยนต์

โดยขณะนี้บริษัทได้เร่งศึกษาโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปสู่ธุรกิจ “ลีสซิ่ง” เพื่อเข้ามารองรับกับธุรกิจยานยนต์ ให้มีความแข็งแกร่ง เนื่องจากบริษัทมองเห็นถึงโอกาสและความจำเป็นของการต้องมีลีสซิ่งและไฟแนนซ์ เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ารถยนต์เอ็มจี

เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าไฟแนนซ์ถือเป็นปัจจัยและเครื่องมือสนับสนุนอย่างหนึ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เจรจากับเอสเอไอซีมอเตอร์ในการทำตลาดรถยนต์เอ็มจีในประเทศอื่นนอกจากจีนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ใช้รถยนต์พวงมาลัยขวาที่ได้ให้สิทธิกับประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออก รวมทั้งรถยนต์พวงมาลัยซ้ายกับประเทศใกล้เคียง

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนนำรถยนต์ 3 รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดประเทศไทย โดยเริ่มจากรถยนต์ไฟฟ้า 100% เอ็มจีอีแซดเอสในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ และจะมีการจัดแสดงอย่างเป็นทางการในงานฟาสต์ ออโต้ โชว์ จากนั้นในเดือนสิงหาคมจะมีการเปิดตัวรถปิกอัพขนาด 1 ตัน ออกสู่ตลาด และโชว์ในงานบิ๊ก มอเตอร์เซล ก่อนที่ปลายปีจะส่งรถยนต์เอสยูวีขนาดกลางอย่างเอ็มจีเอสเอช มาทำตลาดในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป

นายธนากรกล่าวถึงแผนการเปิดตัวรถปิกอัพขนาด 1 ตัน ออกสู่ตลาดประเทศไทยว่า ล่าช้ากว่าแผนงานเดิมที่วางไว้ถึง 2 ปี เนื่องบริษัทต้องศึกษาและเตรียมความพร้อมของสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าชาวไทยมากที่สุด

“เชื่อว่าประหยัดน้ำมันเครื่องยนต์สามารถสู้คู่แข่งได้ และสิ่งที่รถปิกอัพเอ็มจีจะเหนือกว่าคู่แข่ง คือ ความเป็นสมาร์ทคาร์ มีลูกเล่นให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัส เป็นรถที่สมาร์ท มีราคาจำหน่ายที่เป็นมิตร เรียกว่าคนไทยจะได้ซื้อของที่ถูกลง”

บริษัทตั้งเป้าจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดของรถปิกอัพภายใน 2-3 ปี ไว้ที่ 10% หรือมียอดขายที่ 100,000 คันต่อปีก่อนโดยในปี 2563 จะเริ่มส่งออกรถเอ็มจีแซดเอส และปิกอัพเอ็มจี เป็น 2 รุ่นแรกสำหรับการส่งออกไปยังออสเตรเลีย อังกฤษ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย จากปัจจุบันเอ็มจีส่งรถปิกอัพไปจำหน่ายจากเซี่ยงไฮ้ แต่อนาคตจะเป็นการส่งออกจากประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตสูงสุดได้ถึง 200,000 คันต่อปี จากปัจจุบันผลิตได้ 50,000 คัน

นอกจากนี้ นายธนากรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทมีแผนที่จะบุกตลาดรถยนต์เอ็มจีไปยังต่างประเทศด้วยการเข้าไปตั้งเครือข่ายการจัดจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มลุ่มน้ำโขงก่อน โดยเฉพาะตลาดเมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นการลงทุนเอง หรือร่วมกับพันธมิตรในการลงทุน ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของประเทศนั้น ๆ

ขณะที่เป้าหมายการจำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย นายธนากรกล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 100,000 คัน ภายในปี 2565 ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ ส่วน โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวออกสู่ตลาดโดยเฉพาะรถปิกอัพ และจะขยับไปที่ระดับ 200,000 คัน ในอนาคตได้อย่างแน่นอน

Previous article‘ปารีณา’ ติดแฮชแท็ก #อีช่อ บอก “ชุดที่ใส่สวยมาก ถ้าดิฉันได้ใส่น่าจะสวยกว่าคุณหลายล้านเท่า” ปมไม่แต่งดำเข้าสภา
Next article“พปชร.” สาวไส้ประชาธิปัตย์ เล่นเกม-ต่อรอง ประยุทธ์ 2/1 ดีลไม่จบ