“บุญวิสุทธิ์” ขายปีนี้ 6 พันคัน ลั่นขึ้นผู้นำค้าปลีกรถยนต์มัลติแบรนด์

ภาพจาก BURIN BOONVISUT

“เมโทร กรุ๊ป” ประกาศเดินหน้า ลุยตัวแทนขายรถยนต์แบบมัลติแบรนด์หวังขึ้นผู้นำค้าปลีกรถยนต์ครบวงจร ตั้งเป้าปีนี้แตะ 6 พัน เผยเทงบฯ 400 ล้าน ผุดโชว์รูม”เบนซ์-เอเอ็มจี” และ “เบนซ์มือสอง”เดินเครื่องงานหลังการขายเต็มสูบ

นายบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ กรรมการบริหาร กลุ่มเมโทร ออโต้ กรุ๊ป ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ชั้นนำของประเทศไทย และในฐานะประธาน บริษัท เมโทร ออโต้เฮ้าส์ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางดำเนินธุรกิจของกลุ่มเมโทร ออโต้ กรุ๊ป ว่า ต้องการขึ้นเป็นผู้นำค้าปลีกรถยนต์มัลติแบรนด์ครบวงจร โดยได้ปรับแผนการดำเนินธุรกิจหันมาเพิ่มความหลากหลาย จากเดิมที่เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์โตโยต้าเพียงยี่ห้อเดียว ภายใต้กลุ่ม “โตโยต้ามหานคร”

ปัจจุบันกลุ่มเมโทร กรุ๊ป ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ถึง 4 แบรนด์ ได้แก่ โตโยต้า, ฮอนด้า, มิตซูบิชิ และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ภายใต้การบริหารงานของตนเองและพี่ชาย คือ นายบดินทร์ บุญวิสุทธิ์ ซึ่งได้มีการแบ่งหน้าที่ในการดูแลชัดเจน

โดยนายบดินทร์รับหน้าที่ดูแลแบรนด์โตโยต้า ภายใต้บริษัท โตโยต้าอยุธยา จำกัด ซึ่งปัจจุบันได้รับสิทธิให้เป็นตัวแทนจำหน่ายอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมี 3 โชว์รูม ได้แก่ สาขาถนนสายเอเชีย, สาขาเสนา และสาขาลาดบัวหลวง ซึ่งมียอดขายเฉลี่ยปีละ 3,000 คัน

ส่วนตนเองนั้นดูแลการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ 4 แบรนด์ คือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ภายใต้บริษัท เมโทร ออโต้เฮ้าส์ จำกัด มี 1 สาขา ได้แก่ สาขาพระราม 2, รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอเอ็มจี สาขาพระราม 2, รถยนต์ฮอนด้า ภายใต้บริษัท เมโทร ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด มี 1 สาขาคือ สาขาสายไหม และรถยนต์มิตซูบิชิ ภายใต้บริษัท มิตซูบิชิ เมโทร จำกัด มี 1 สาขา ได้แก่ สาขาถนนหทัยราษฎร์

นายบุรินทร์กล่าวถึงแผนการลงทุนของเมโทร กรุ๊ป ว่า ขณะนี้บริษัทยังไม่มีแผนลงทุนเพิ่มเพื่อขยายสาขาแต่อย่างใด มีเพียงในส่วนของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่บริษัทเพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากเบนซ์ ไทยแลนด์ ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอเอ็มจี อีกหนึ่งแบรนด์ ซึ่งบริษัทได้ลงทุนเพิ่มเติมมูลค่า 400 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบฯลงทุนต่อเนื่อง

สำหรับงานบริการหลังการขาย อู่สี และในส่วนของโชว์รูมรถยนต์ใช้แล้ว ภายใต้แบรนด์ Mercedes-Benz Certified Pre-Owned Vehicles ซึ่งได้รับการแต่งตั้งไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาและโชว์รูมของแบรนด์เอเอ็มจี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ราวเดือนสิงหาคมนี้ บนพื้นที่ข้างเคียงกับโชว์รูมสำนักงานใหญ่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พระราม 2 เป็นการซื้อที่ดินเพิ่มขนาด 4 ไร่

สำหรับการลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้ จะส่งผลให้บริษัทมีศักยภาพในการรองรับงานบริการหลังการขาย และอู่ซ่อมสีตัวถังโดยจะรับรถเข้าใช้บริการได้ถึง 200 คันต่อเดือน มี 35 ช่องซ่อม และยังมีศูนย์บริการทั่วไป จาก 15 ช่องซ่อม เพิ่มอีก20 ช่องซ่อมเป็น 35 ช่องซ่อมด้วย และจะส่งผลให้บริษัทมีศักยภาพด้านบริการหลังการขายมากถึง 70 ช่องซ่อมไว้รองรับความต้องการของลูกค้า

ส่วนอู่สีนั้น บริษัทได้รับลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยที่ใช้สีน้ำเต็มระบบ ซึ่งเป็นยี่ห้อเดียวกันกับที่บริษัทแม่ใช้

“ในส่วนของรถยนต์มือสองนั้น เมโทรเราถือเป็นเจ้าแรกที่มีการทำโชว์รูมแบบสแตนด์อะโลนแยกออกมา ซึ่งเราได้รับสิทธิ์และแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ปีนี้เราจะบุกหนัก จากเดิม

ที่นำรถที่ลูกค้ามาเทรด หรือรถผู้บริหารมาจำหน่าย ก็จะหารถเพิ่มจากการประมูล, รถจากบริษัทแม่ และรถเทรดอินจากลูกค้าที่อาจจะมีมากขึ้น ซึ่งรถทุกคันจะมีมาตรฐานการตรวจสอบตามที่บริษัทแม่กำหนดด้วย”

สำหรับเป้าหมายในปีนี้ กลุ่มเมโทรตั้งเป้าจะต้องมีการเติบโตของยอดขายไม่น้อยกว่า 15-20% แบ่งเป็นรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โต 5-10%จากปีก่อนที่มียอดขาย 680 คัน, รถยนต์ฮอนด้าโต 10% จากยอดขายประมาณ700 คัน, รถยนต์มิตซูบิชิ โต 20-30%มียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 100 คัน หรือ 1,200 คันในปีที่แล้วส่วนรถยนต์โตโยต้าจะมีการเติบโตต่อเนื่อง รวมทั้งปีราว 6 พันคัน

ทั้งนี้ นายบุรินทร์เชื่อว่า การเติบโตในแง่ของยอดขายรถยนต์ในกลุ่มนั้นจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เป็นผลมาจากทิศทางภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และนโยบายการขับเคลื่อนธุรกิจของค่ายรถยนต์แต่ละค่าย

ขณะที่แผนการขยายธุรกิจในอนาคตนั้นยอมรับว่า ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามีรถยนต์หลากหลายแบรนด์ได้ติดต่อเข้ามาเพื่อให้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจแต่อย่างใด

“ก่อนหน้านี้ เราขายรถยนต์เพียงแบรนด์เดียว คือ โตโยต้า ตั้งแต่ยุคคุณปู่ แต่วันนี้เราปรับตัวเอง มาเป็นตัวแทนจำหน่ายแบบมัลติแบรนด์ ทำให้ฐานลูกค้าของเรากว้างและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งเป้าหมายที่เราอยากให้ลูกค้า คือ การบริการหลังการขายที่ดีที่สุด นั่นเป็นสาเหตุให้การลงทุนของเราแต่ละครั้งไม่ใช่เฉพาะเปิดแค่โชว์รูม แต่เราเน้นเปิดให้ครบวงจรครอบคลุมทุกด้านเพื่อมอบความสะดวกให้กับลูกค้า รวมไปถึงกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องด้วย” นายบุรินทร์กล่าว

ก่อนหน้านี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รายงานว่า เมื่อปี 2556 ตระกูล “บุญวิสุทธิ์” ได้ตัดสินใจขายทิ้ง “โตโยต้ามหานคร” 13 โชว์รูมใน กทม. เปลี่ยนมือให้กับกลุ่ม “ลิ้มนันทรักษ์” บริหารงานแทน โดยโชว์รูมโตโยต้าอยุธยา นั้นยังคงเก็บไว้เพื่อดำเนินธุรกิจต่อเอง โดยมอบหมายให้ลูกชายคนโต “บดินทร์” บริหารต่อ

Previous articleดอกบัวคู่ลุยเครื่องดื่มรังนก เสริมแกร่ง”ยาสีฟัน-แชมพู”
Next article“จุติ” บุกเยี่ยมผู้สูงอายุ ผงะ! ค่าอาหาร 57 บาทต่อวัน เท่านักโทษเรือนจำ