“ออลนิว ฮอนด้า โอดิสซีย์” แตกต่างอย่างมีระดับ

ตอนนี้หันไปทางไหนก็เห็นแต่รถยนต์ประเภทเอ็มพีวีวิ่งกันให้เกลื่อนถนน ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่เวลล์ไฟร์ก็ต้องเป็นอัลพาร์ด

ค่ายอีตั้น อยากสร้างความแตกต่าง สร้างความฮือฮาอีกครั้งในวงการตลาดรถยนต์ ฉลองศักราชใหม่กับการเปิดตัวเป็นครั้งแรก

และที่แรกในประเทศไทย กับรถยนต์อเนกประสงค์สุดหรูขนาด 7 ที่นั่ง “All New Odyssey 2021”

รุ่นนี้มาทั้งเครื่องยนต์ไฮบริดและเบนซิน พร้อมฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่ออํานวยความสะดวก เพิ่มความสบาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใช้สอย รวมถึงสมรรถนะในการขับขี่สไตล์สปอร์ต

เรียกได้ว่าเป็นรถยนต์สําหรับทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง

ออลนิว ฮอนด้า โอดิสซีย์ 2021 นับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 5 มีการปรับดีไซน์ให้เรียบหรูทั้งภายในและภายนอก

จุดเด่นที่สําคัญคือ การเปิด-ปิดประตูสไลด์ทั้ง 2 ด้าน โดยไม่ต้องสัมผัสหรือกดปุ่มใด ๆ

เรียกว่า “gesture-control door” ระบบเปิด-ปิดประตูโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัส เพียงแค่ใช้มือ หรือข้อศอกเพื่อควบคุม เพิ่มความสะดวกยิ่งขึ้น

ยังมีการเพิ่มระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ “Honda Sensing” แบบเต็มระบบ ทั้งระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ

ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา

ออลนิว ฮอนด้า โอดิสซีย์ 2021 มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริด ในชื่อ e:HEV (อี:เอชอีวี)


เป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อไปสู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคต ด้วยการแบ่งหน้าที่การทํางานของเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว

และแบตเตอรี่แบบลิเทียม-ไอออน มีแรงบิดที่ทรงพลัง อัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจ อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ทํางานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่แบ่งหน้าที่ในการขับเคลื่อนและชาร์จไฟฟ้ากลับไปยังแบตเตอรี่

ล้อขนาด 18 นิ้ว ให้กําลังสูงสุด 145 แรงม้า 
(PS) ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 175 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ/นาที

ขับเคลื่อนระบบเกียร์ E-CVT อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 20 กม./ลิตร

ส่วนรุ่นธรรมดาเป็นเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.4 ลิตร 175 แรงม้าที่ 6,200 รอบ/นาที เกียร์ CVT 7 speed+paddle shift

อีกหนึ่ง highlight สําคัญของออลนิว ฮอนด้า โอดิสซีย์ 2021 ก็คือฟีเจอร์ที่อํานวยความสะดวกสําหรับผู้โดยสาร ที่ยังคงที่นั่ง 3 ตอน รองรับที่นั่งสูงสุด 8 ที่นั่ง เน้นความสบายของที่นั่งแถวกลาง ส่วนเบาะแถวหลังสามารถถอดออกและปรับระดับมาทางด้านหน้า เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้มากขึ้น

สําหรับภายในห้องโดยสาร คอนโซลตกแต่งด้วยลายไม้ นอกจากจะเพิ่มความสวยงามหรูหราแล้ว ยังเป็นการพรางช่องเก็บของอีกด้วย สำหรับหน้าจอเพื่อความบันเทิงแบบสัมผัส (touch screen) ขนาด 10 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงยังรองรับการเชื่อมต่อจาก Apple Car Play และ Android Auto

สนนราคาค่าตัวเริ่มต้น 3.09 ล้านบาทเฉพาะ 5 คันแรกเท่านั้น

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ