นิว BMW ซีรีส์ 5 สมาร์ท หนึบ แน่น ลงตัว

คอลัมน์ เทสต์ คาร์ โดย วุฒิณี ทับทอง

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ออกสู่ตลาดปี ค.ศ. 1972 มาจนถึงปัจจุบัน รถยนต์รุ่นนี้มีการจำหน่ายไปแล้วทั้งสิ้น 7.9 ล้านคันทั่วโลก จาก 6 โมเดล ถือเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

ส่วนบ้านเรานั้น บีเอ็มฯเพิ่งมีการเปิดตัวซีรีส์ 5 ใหม่ไปหมาด ๆ ล่าสุดค่ายบีเอ็มฯได้จัดทริปทดสอบรถรุ่นนี้ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยบรรยากาศการจำลองแทร็กในหลากรูปแบบ เพื่อให้บรรดาสื่อมวลชนได้สัมผัสกับเทคโนโลยีซึ่งอัดแน่นมาในรถรุ่นนี้ในเส้นทางกรุงเทพฯมุ่งสู่สนามบินขนงพระของเสี่ยหนูอนุทินชาญวีรกูล ที่อาณาจักรแรนโช ชาญวีร์ เขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

งานนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” กระโดดขึ้นไปนั่งยังตำแหน่งผู้โดยสารที่เบาะด้านหลัง เพื่อสัมผัสกับความโอ่อ่าของห้องโดยสารและความสะดวกสบายภายในรถคันนี้ ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน…

หลังจากรถวิ่งมาตามทางหลวงหมายเลข 1 บนย่านความเร็วระดับ 110-120 กม.ต่อชม. ต้องบอกว่าการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารทำออกมาได้ดีเยี่ยม เพราะสามารถลดเสียงรบกวนต่าง ๆ ได้ชนิดที่ว่าผู้โดยสารทั้ง 4 คน ต้องประหลาดใจ

เพราะเสียงเงียบจนกระทั่งได้คำเฉลยจากทีมงานว่า รถรุ่นนี้มาพร้อมกับวัสดุเก็บเสียงในตัว ช่วยลดเสียงรบกวน โดยเฉพาะบริเวณใกล้กับศีรษะ เพื่อต้องการให้ผู้โดยสารผ่อนคลายสูงสุดนั่นเอง


ซีรีส์ 5 เจเนอเรชั่นที่ 7 นี้ ถูกขยายให้มีขนาดเพิ่มขึ้นทุกมิติ สูงขึ้น 2 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 8 มิลลิเมตร และยาวขึ้น 36 มิลลิเมตร ในทางตรงกันข้ามกับน้ำหนักตัว ที่ถูกรีดลงไป 100 กิโลกรัม

ภายใต้แนวคิดการออกแบบBMWEfficientLightweight ด้วยการนำวัสดุอะลูมิเนียมและเหล็กกล้าซึ่งมีความทนทานแต่น้ำหนักเบามาใช้ในหลาย ๆ จุดนั่นเอง รวมถึงชิ้นส่วน อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ติดตั้งบนแชสซีก็ถูกปรับให้มีน้ำหนักเบา

จากการออกแบบให้รถคันนี้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะฝากระโปรงหลังจุได้ถึง 530 ลิตร และยังทำจากอะลูมิเนียมทั้งบานช่วยให้มีน้ำหนักเบา


บีเอ็มฯยังได้นำกุญแจDisplayKey ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นทั้งการสั่งการทำงานของระบบปรับอากาศในรถ หน้าจอของกุญแจยังแสดงผลแบบระบบสัมผัส แสดงสถานะต่าง ๆ ทั้งปริมาณน้ำมัน ระยะทางที่สามารถวิ่งได้ และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ

ส่วนการทดสอบในแทร็กวันนี้ แบ่งออกเป็น 3 สถานี โดยมีการเซตอัพสนามให้เป็นแทร็กสลาลอม เพื่อให้สัมผัสและจำอาการของรถ 2 รุ่น คือ 530 ไอ เอ็มสปอร์ต เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้า วิ่งจาก 0-100 กิโลเมตรในเวลา 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุดทะลุ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ส่วนรุ่น 520 ดี ลักเซอรี่ นั้นมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า วิ่งจาก 0-100 กิโลเมตรในเวลา 7.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เพื่อเปรียบเทียบอาการการตอบสนองของเบรก และช่วงล่าง แน่นอนว่าการตอบสนองทำได้ค่อนข้างดีทั้ง 2 รุ่น ตามลักษณะและบุคลิกของรถ คือ รุ่นลักเซอรี่ ก็จะนิ่ง ๆ เนียน หนับ เรียกว่ามานุ่มมาชัวร์ ขณะที่รุ่นเอ็มสปอร์ตก็ตอบสนองได้ดีอย่างชัดเจน เรียกว่าทำได้ดีกว่าเจนก่อน

ขณะที่อัตราเร่งการตอบสนองของเครื่องยนต์แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ในแทร็ก แต่ก็ถือว่าปรู๊ดปร๊าดเอาเรื่อง

ก่อนที่จะเข้าสู่สถานีต่อไป คือการทดสอบ การทรงตัว หรือ VSC เพื่อเปรียบเทียบอาการของรถ ระหว่างการเปิดใช้ระบบ และการปิดระบบ ซึ่งแม้จะขับโดยปิดระบบ ตามเส้นทางบังคับด้วย “กรวย” ที่ทั้งแคบ และโค้ง รถคันนี้เอาอยู่

ก่อนมาถึงอีกไฮไลต์สำคัญกับระบบช่วยจอดที่ทำได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส แค่เรากดปุ่มสแกนหาที่จอดรถ โดยจะต้องขับด้วยความเร็วไม่เกิน 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้รถสแกนหาพื้นที่จอดรถ ซึ่งสามารถจอดแบบเข้าซอง หรือจอดแนบฟุตปาท ซึ่งเมื่อพบที่จอดแล้วก็จะให้เราเลือกว่าต้องการที่จอดแบบใด แล้วรถจะทำการเลือกเกียร์ เบรก หมุนพวงมาลัยเองทั้งหมด โดยที่ผู้ขับมีหน้าที่แค่กดปุ่มคำสั่งค้างเอาไว้เท่านั้น และหากเผลอเหยียบเบรก กดคันเร่ง หรือปล่อยมือจากปุ่ม ระบบก็จะยกเลิกการทำงานอัตโนมัติซึ่งเราก็ต้องมาดำเนินสั่งการใหม่อีกครั้ง

เรียกว่าเพิ่มความสะดวกสบาย แถมปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ สามารถจอดรถในช่องแคบ ๆ โดยการจอดแนวขนานนั้นต้องการพื้นที่ที่ยาวกว่ารถเพียง 80 ซม. และการจอดเข้าซองก็ต้องการพื้นที่ด้านละ40 ซม.เท่านั้น

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงน้ำจิ้มของการสัมผัสเจ้าซีรีส์ 5 เวอร์ชั่นนี้ กับเจ้าบีเอ็มดับเบิลยูทั้ง 2 รุ่น ซึ่งเป็นรุ่นซีบียู หรือนำเข้าทั้งคันราคา 3.599-3.899 ล้านบาท สำหรับรุ่นลักเซอรี่ และ 4.399 ล้านบาท สำหรับรุ่นเอ็มสปอร์ต

ส่วนเวอร์ชั่นผลิตในบ้านเรา โปรดอดใจรอ…

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ