MG HS PHEV ตอบโจทย์ทุกข้อ

เทสต์คาร์ : วุฒิณี ทับทอง

 

เป็นรถยนต์อีกคันที่น่าสนใจ สำหรับตัวเลือกในกลุ่มรถยนต์เอสยูวี พีเอชอีวี ที่มีอยู่ในตลาดบ้านเรา

ด้วยราคาค่าตัว 1.395 ล้านบาท ยิ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับ “เอ็มจี เอชเอส พีเอชอีวี” คันนี้ไม่ใช่น้อย

เรียกว่าเป็นราคาที่ผู้บริโภคบ้านเราสามารถจับต้องได้ง่ายที่สุดในตลาดขณะนี้

เอ็มจีได้แนะนำรถยนต์อเนกประสงค์ (เอสยูวี) เอชเอส พีเอชอีวี ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างมาก ด้วยยอดจองมากกว่า 800 คัน

เอ็มจีตัดสินใจจัดทริปทดสอบกันในแบบฉบับมินิมอล…เส้นทางวิ่งรอบ ๆ กรุงเทพฯ รถคันนี้เน้นจุดขายหลัก 3 ด้านคือ 1.เทคโนโลยี 2.แฟชั่น และ 3.ความคุ้มค่า ซึ่งถือว่าเอ็มจีนำจุดขายหลักทั้ง 3 ด้านตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว

โดยเฉพาะเรื่องของดีไซน์ ขายความเป็นแฟชั่น ทั้งการออกแบบภายนอกดีไซน์ใหม่ THUNDER WIND BLADE จากแนวคิด Brit Dynamic ผสานทั้งสมรรถนะ การควบคุม การออกแบบ และความปลอดภัยได้อย่างลงตัว ทำให้รถคันนี้ได้ทั้งความเป็นรถเอสยูวีหรู พร้อมโลดแล่นในเมือง หรือจะขับออกไปเผชิญความท้าทายนอกเมืองในวันหยุด ก็พร้อมลุยทุกสถานการณ์

หน้าตาของเอ็มจี เอชเอส พีเอชอีวี คันนี้ เทียบกับเอชเอสในรุ่นธรรมดาไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก

หากแต่เอ็มจีเติมความเก๋ไก๋ ดูหรูหรามากขึ้น โดดเด่นที่แผงกระจังหน้า และสัญลักษณ์มีโลโก้ PHEV

และเพื่อให้เห็นแจ้งถึงสมรรถนะของการใช้งานภายใต้รูปแบบการขับขี่ในชีวิตประจำวัน

เอ็มจีเลือกเส้นทางทดสอบในช่วงแรก โดยตั้งใจให้เราได้ทดสอบขุมกำลังของไฟฟ้า 100% ที่มีในรถคันนี้ ซึ่งเอ็มจีเคลมไว้ว่าวิ่งในโหมดไฟฟ้าเพียว ๆ รถจะไปไกลได้กว่า 67 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง

ไม่รอช้าช่วงแรกของการทดสอบทันทีที่กดปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ แทบจะไม่ได้ยินเสียงของเครื่องยนต์

แม้ว่ารถคันนี้จะใช้การทำงานผสมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรเทอร์โบ และมอเตอร์ไฟฟ้า

เพราะระบบตัดเข้าสู่โหมดไฟฟ้า

แน่นอนว่าก่อนออกเดินทาง ทีมงานได้แนะนำตัวรถว่ามีจุดเด่นอะไรบ้าง รวมถึงการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่อัดแน่นมาเต็มคันรวมเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 16.6 กิโลวัตต์ให้กำลังสูงสุดถึง 284 แรงม้า

ออกเดินทางในช่วงแรก ทีมงานตั้งใจให้กดปุ่มเลือกไปที่โหมดอีวีเพื่อสัมผัสกับสมรรถนะการทำงานของไฟฟ้าที่มีอยู่ในรถ นัยว่า…หากคุณใช้รถคันนี้ในชีวิตประจำวันไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อวัน รถคันนี้ตอบโจทย์สมบูรณ์แบบที่สุด

เรากดคันเร่งวิ่งยาวไปจนพลังงานในแบตเตอรี่หมดจากนั้นเครื่องยนต์ก็เข้ามาทำงานต่อ แต่ที่น่าสนใจคือรอยต่อการทำงานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ ต้องเรียกว่าไร้รอยต่อ เพราะแทบจะไม่ได้รู้สึกว่ารถมีอาการกระตุกในจังหวะสับเปลี่ยนพลังแต่อย่างใด ที่รู้ว่าเป็นการทำงานของเครื่องยนต์ก็เพราะสัญลักษณ์ที่หน้าปัดบอกว่าขณะนี้ได้ขยับมาเป็นการใช้งานด้วยเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนหรือโหมดนอร์มอล

จากจุดสตาร์ตย่านเลียบทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา มุ่งหน้าเข้าสู่ ถ.พระรามเก้า-ดินแดง ผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในสภาพการจราจรหนาแน่น แม้ว่าขนาดของตัวรถจะค่อนข้างใหญ่ แต่ยังให้ความคล่องตัว ช่วยให้เราวิ่งผ่านเขตเมืองออกมาได้

เมื่อวิ่งเข้าเส้นพุทธมณฑลสาย 1 กดแป้นเรียกความเร็ว มอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมตอบสนองในทันที รถคันนี้ยังมีโหมดอื่น ๆ ให้เลือกใช้ตามความต้องการใช้งานอีก 2 โหมด ได้แก่ โหมดอีโค สำหรับคนที่ชื่นชอบความประหยัด, โหมดสปอร์ต เพิ่มความกระชับของเครื่องยนต์ น้ำหนักของพวงมาลัยและช่วงล่างขึ้นมาอีกหน่อย และเพิ่มความเร้าใจกับปุ่มซูเปอร์สปอร์ตเข้ามาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความดุดัน

ความจี๊ดของเครื่องยนต์แม้จะวิ่งในโหมดนอร์มอลก็ถือว่าจัดจ้านไม่แพ้กับโหมดอีวี ความเร็วที่หน้าปัดพุ่งไปได้ระดับ 130-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถคันนี้ก็สามารถควบคุมได้ง่าย ที่สำคัญเกาะถนนได้อย่างมั่นใจ

อีกสิ่งหนึ่งที่ทีมงานตั้งใจนำเสนอ คือระบบ TJA (TRAFFIC JAM ASSIST)หรือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ รถจะวิ่งรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า เพื่อป้องกันการชนด้วยการดึงก้านคันโยกใต้แป้นพวงมาลัย 2 ครั้งเรียกว่าเป็นเซมิออโตอัตโนมัติมาใช้เมื่อรถคันหน้าวิ่งช้า รถของเราจะช้าตาม แต่หากคันหน้าเพิ่มความเร็วเราก็จะเร็วตาม

แต่ระยะห่างระหว่างรถเราและรถคันหน้าจะคงระยะห่างไว้เท่าเดิม ซึ่งระบบจะทำงานจนเมื่อวิ่งไปแตะกับความเร็วที่เราตั้งค่าไว้ เมื่อความเร็วเกินระบบจะตัดการทำงาน หากต้องการใช้งานก็กลับไปตั้งค่าใหม่ ซึ่งระบบนี้เข้ามาช่วยเสริมเรื่องความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี

ในระหว่างการขับขี่ ยังมีระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ที่สามารถชาร์จพลังงานกลับเข้าแบตเตอรี่ (regenerative) โดยเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ถึง 3 ระดับ และด้วยเทคโนโลยีปลั๊ก-อิน ไฮบริด เอ็มจีเคลมไว้ว่ารถคันนี้มีอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุดอยู่ที่ 65 กิโลเมตรต่อลิตร และมีการปล่อยค่าไอเสีย หรือคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 36 กรัมต่อ กม.

ส่วนระบบความปลอดภัยต่าง ๆ มีให้ครบครัน ทั้งระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA, ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD, ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA ระบบเตือนและควบคุมให้รถอยู่ในเลน LAS (Lane Assist System) ฯลฯ

ส่วนภายในห้องโดยสาร รวม ๆ แล้วเอ็มจีออกแบบมาค่อนข้างลงตัว ให้ความรู้สึกหรูหรา ล้ำสมัย โดยเฉพาะการจัดวางวัสดุอุปกรณ์การใช้งานต่าง ๆ หน้าจอทัชสกรีนขนาด 10 นิ้ว ใหญ่ชัดเจน จอแสดงผลอัจฉริยะ ขนาด 12 นิ้ว เบาะที่นั่งโอบกระชับ คู่หน้าแบบ SPORT BUCKET SEAT หลังคาพาโนรามิก ซันรูฟ

เอ็มจียังเพิ่มลูกเล่นสำหรับภายในห้องโดยสาร โดยหากลูกค้าเลือกรถที่เป็นสีขาว ภายในห้องโดยสารจะเป็นสีทูโทน MONACO BLUE

แต่หากสีตัวถังภายนอกเป็นสีดำ หรือแดง ภายในจะเป็นสีดำล้วน

จะว่าง่ายก็เหมือนง่าย แต่หากลูกค้าที่ชอบรถสีขาวแต่ต้องการภายสีดำนั้นทำไม่ได้ หรือลูกค้าที่เลือกรถสีแดง และดำ หากต้องการสีภายในเป็นสีทูโทน ก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะเอ็มจีเขาเลือกมาให้แล้ว

 

สำหรับเอ็มจี เอชเอส พีเอชอีวี คันนี้ ถือว่าเป็นรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่น่าสนใจไม่น้อย ยิ่งมีภาษีในเรื่องความได้เปรียบจากการทำราคาจำหน่ายแล้ว เชื่อว่าน่าจะได้ยอดขายจากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ ก้าวข้ามมายังพลังงานทางเลือกใหม่ ที่ครบโดดเด่น ทั้งดีไซน์ เทคโนโลยี และความคุ้มค่า เอ็มจี เอชเอสพีเอชพีวี คันนี้ตอบโจทย์ทุกข้อ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ