“ซูซูกิ สวิฟท์” สะดวก นั่งสบาย ขับสนุก

เทสต์คาร์
วุฒิณี ทับทอง

ยังคงยืนหยัด และครองความนิยมจากลูกค้าบ้านเราเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

สำหรับอีโคคาร์คันนี้ “ซูซูกิ สวิฟท์”

ในเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์เราไม่ปฏิเสธ แม้ว่าจะเป็นอีโคคาร์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาดเพียงแค่ 1.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 83 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 108 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที

ผสานกับเทคโนโลยีหัวฉีดคู่ หรือ DUALJET ที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้น ในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ผสานกับการนำแพลตฟอร์ม HEARTECT มาใช้ ยิ่งทำให้ สวิฟท์ มาครบทั้งความเร้าใจ แรง และประหยัด

วิ่งทางใกล้ ทางไกล ไปได้แบบสบาย ๆ ยิ่งเส้นทางที่จำเป็นต้องอาศัยความคล่องตัวนั้น ซูซูกิ สวิฟท์ สามารถพาเราผ่านเส้นทางไปได้แบบสบายมือ ด้วยวงเลี้ยวที่แคบเพียง 4.8 เมตร ควบคุมได้ง่าย และทันใจ

การทดสอบครั้งนี้คงไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องประสิทธิภาพการขับขี่กันให้มากความ เพราะเชื่อว่ารถคันนี้สามารถสอบผ่าน

ส่วนรูปโฉมภายนอกไม่ต้องคิดเยอะ ซูซูกิเขาไปปรับแต่งมาให้สำเร็จรูปด้วยชุดแต่งที่โดดเด่น และลงตัว

แต่วันนี้เราจะพูดถึงอรรถประโยชน์ สิ่งอำนวยความสะดวกสบาย

ที่ซูซูกิปรับแต่ง จัดวางฟังก์ชั่นต่าง ๆ มาเพื่อตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของผู้ขับแต่ละคนได้มากน้อยเพียงใด

แม้ว่าซูซูกิ สวิฟท์ จะเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็ก แต่เมื่อเข้ามานั่งในตำแหน่งหลังพวงมาลัยแล้ว ผู้โดยสารจะรู้ได้ว่ารถคันนี้ไม่ได้เล็ก-แคบ อย่างที่สายตาคะเนไว้ในตอนแรก เพราะมีพื้นที่เหลือเฟือ

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโทนสีภายในห้องโดยสารที่ตกแต่งด้วยโทนสีดำ ใช้วัสดุสีเงินมาช่วยตัด ทำให้รถคันนี้ได้อารมณ์ความสปอร์ต แฝงไปด้วยความหรูหรา

แถมเฮดรูม และเลกรูม ทุกที่นั่งพื้นที่เพียงพอ ไม่อึดอัด ไม่ว่าจะนั่ง 4 คน สำหรับเดินทางไกลกว่า 200 กิโลเมตร นั่งได้สบาย ๆ หรือบรรทุก 5 คน เต็มคันก็ยังพอไหวอยู่

สำหรับคนที่ต้องการพื้นที่เพื่อรองรับการบรรทุกสัมภาระ เรายังสามารถปรับที่นั่งให้กลายมาเป็นพื้นที่ในการขนของ ไม่ว่าจะเป็นการขนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ๆ หรือข้าวของสัมภาระต่าง ๆ เพียงแค่พับเบาะที่นั่งที่ห้องโดยสารตอนหลัง แบบ 60:40 เปลี่ยนจากที่โดยสารเป็นที่บรรจุสัมภาระได้แบบง่ายได้ ด้วยพื้นที่ความจุถึง 265 ลิตร แถมที่เปิดประตูท้ายสามารถเปิดโดยไม่ต้องใช้กุญแจ

ครั้งนี้ซูซูกิปรับไลน์อัพใหม่ ให้เหลือแค่ 2 รุ่น คือ GL และสำหรับสวิฟท์รุ่นที่เราทดสอบคือ รุ่น GLX หรือรุ่นท็อป

ซึ่งซูซูกิตั้งใจอุดช่องโหว่และเติมเต็มความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบาย โดยนำระบบจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่เพียบพร้อมไปด้วยระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ทั้งการเชื่อมต่อต่าง ๆ เข้ามาใช้ แสดงบนหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ และให้ภาพที่ชัดเจน สั่งการง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

แถมยังติดตั้งกล้องมองหลัง พร้อมเส้นกะระยะ มาช่วยอำนวยความสะดวกเวลาถอยเข้าจอดให้มั่นใจยิ่งขึ้น

หรือบางฟังก์ชั่นยังสามารถสั่งการที่ปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย ทั้งวิทยุ และโทรศัพท์


ยังเอาใจคนที่ขับรถทางไกลด้วยครุยส์คอนโทรล หรือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติก็มีติดมาให้ที่พวงมาลัย

นอกจากนี้ยังมีช่องให้เชื่อมต่อกับยูเอสบี และเอชดีเอ็ม ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อเพื่อชาร์จกระแสไฟขนาด 12 โวลต์ ความเย็นสบายในห้องโดยสาร ระบบแอร์คอนดิชั่นเย็นสบายทั่วทุกนั่ง

ส่วนใครที่ต้องการพื้นที่สำหรับวางแก้วน้ำ-ขวดน้ำ เห็นเป็นรถซิตี้คาร์แบบนี้ แต่มีช่องสำหรับวางแก้วน้ำได้ถึง 7 ตำแหน่ง ที่ประตูข้างด้านหน้ายังมีช่องวางแก้วน้ำที่สามารถใส่ขวดน้ำขนาด 1.5 ลิตรได้

จุใจกันไปเลยทีเดียว

ด้วยความเปลี่ยนแปลงของซูซูกิ สวิฟท์ เวอร์ชั่นนี้ ยิ่งเพิ่มความชัดเจนและเชื่อว่าเป้าหมาย ยอดขาย 3 หมื่นคันในปีนี้ ไม่ไกลเกินเอื้อมท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายคนต้องมองหาพาหนะส่วนตัวในการเดินทาง

หรือจะเป็นรถคู่ใจที่พร้อมไปด้วยทุกที่ กับราคาค่าตัว 5.57แสนบาท กับรุ่นเริ่มต้น

หรือราคา 6.29 แสนบาท ในรุ่นท็อป

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ