ประชาชาติธุรกิจ
ซีเอสอาร์ - เอชอาร์

วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"นิยมไทย" ในเวียดนาม กระแสแรงฝ่าพิษเศรษฐกิจปี"56

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 24 ก.พ. 2556 เวลา 23:29:53 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กรณี ข้อพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างเวียดนาม-จีน ส่งผลให้สินค้าและท่องเที่ยวไทยบูมในเวียดนาม ยอดส่งออกผลไม้ไทยไปเวียดนามปี"55 โตเกือบ 6 เท่า แม้เศรษฐกิจเวียดนามซบเซาจากภาวะการเติบโตต่ำทางเศรษฐกิจ และรัฐบาลพยายามออกมาตรการลดเงินเฟ้อ ลดขาดดุล และสร้างเสถียรภาพค่าเงินด่อง

นางสาวบุษบา บุตรรัตน์ อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ประจำประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามออกมารณรงค์ให้ประชาชนซื้อสินค้าที่ผลิตในเวียดนาม เนื่องจากสินค้าจีนล้นตลาด จนทำให้เวียดนามประสบภาวะขาดดุลการค้ากับจีนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้คนเวียดนามหันมาซื้อสินค้าที่ตัวเองผลิตไม่ได้จากประเทศอื่นที่ไม่ ใช่จีนมากขึ้น ทำให้สินค้าไทยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้วรัฐบาลเวียดนามออกมาตรการให้สินค้าผลไม้ต้องมีใบ รับรองด้านสุขอนามัย ทำให้ผลไม้จากจีนถูกสกัดกั้นการนำเข้า เนื่องจากอ้างว่ามีสารปนเปื้อนมาก โดยเฉพาะลำไย ทำให้เวียดนามนำเข้าผลไม้จากไทยไปจำหน่ายมากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าหมวดผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง ในปี 2555 มีมูลค่ารวม 311.3 ล้านเหรียญ เป็นอันดับ 4 ของยอดส่งออกรวม มีอัตราการเติบโตต่อปีที่ 564% จากปีก่อน

อย่างไรก็ตาม นโยบายการการชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลเวียดนามในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดการส่งออกของไทยไปเวียดนามโดยรวมในปี 2555 ลดลง 5.27% จากปี 2554 โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 6.69 พันล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากการลดลงของสินค้าวัตถุดิบที่นำมาผลิต เพื่อส่งออก แต่สินค้าเพื่อบริโภคยังมีอัตราการเติบโตสูง โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยอดส่งออกโตขึ้น 121.6% มีมูลค่า 145.4 ล้านเหรียญสหรัฐ

นางสาวบุษบากล่าวว่า เศรษฐกิจเวียดนามในปีที่ผ่านมาเหมือนกับการ "ขับรถมาเร็ว แล้วเบรกกะทันหัน" ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางจำนวนมากต้องปิดตัวลง ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ยังไม่ฟื้นตัวมากนักในรอบปีที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามออกการควบคุมสินเชื่อ ลดหนี้เสียของระบบธนาคาร และรักษาเสถียรภาพอัตราแลก เปลี่ยน ส่งผลให้ธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นสัดส่วนร้อยละ 80 ของเศรษฐกิจเวียดนาม ต้องปิดตัวลงถึง 5 หมื่นราย ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555

นอกจากนี้ ธนาคารกลางเวียดนามได้ออกมาตรการควบคุมการไหลเข้า-ออกของเงินตราต่างประเทศ โดยควบคุมการนำเข้าสินค้าต่างประเทศ และผู้นำเข้าสินค้าต้องแสดงแผนรองรับการหาเงินสกุลต่างประเทศเข้าเวียดนาม มาตรการดังกล่าวทำให้ผู้นำเข้าสินค้าต้องชะลอการนำเข้า ส่งผลให้ค่าเงินด่องมีเสถียรภาพมากขึ้น จากที่เคยปรับเปลี่ยนถึง 3 ครั้ง
ใน 1 วัน ช่วงเดือน เม.ย. 2555 โดยอัตราแลก เปลี่ยนเงินด่องต่อดอลลาร์ลดลงจากเลขสองหลัก จากเฉลี่ย 18% มาอยู่ที่ 6.9% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปี และส่งผลให้ดุลการค้าติดลบลดลงเรื่อย ๆ จนได้ดุลในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2555

รายงานของธนาคารโลกเมื่อเดือน ธันวาคมระบุว่า เศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2555 จะเติบโตได้เพียง 5.2% ต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ จาก 5.8% ในปี 2554 และจะมีอัตราการเติบโต 5.5% ในปี 2556

ด้านการท่องเที่ยวระหว่างเวียดนาม-ไทย แหล่งข่าวจากบริษัททัวร์เวียดนามเปิดเผยว่า ความนิยมในสินค้าไทยเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ชาวเวียดนามเลือกเดินทางมาไทยมาก ขึ้น เพื่อจับจ่ายซื้อสินค้า

การเดินทางมาไทยของชาวเวียดนามจะอยู่ในไทยอย่างน้อย 7 วันต่อทริป และ ค่าใช้จ่ายในการมาเที่ยวไทยก็ใกล้เคียงกับการเดินทางในประเทศ ทำให้สถิตินักท่องเที่ยวเวียดนามในปี 2555 เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.36 อยู่ที่ 617,804 คน เติบโตเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน เทียบกับตัวเลขรวมทุกตลาดที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.98 มาอยู่ที่ 22.3 ล้านคน

นาง สาวบุษบากล่าวว่า แม้ในปีนี้ภาวะเศรษฐกิจยังซบเซาต่อเนื่อง แต่โอกาสของสินค้าไทยยังมีอยู่ เนื่องจาก 53% ของประชากรเวียดนามเป็นวัยทำงานสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพดีจึงเป็นที่ต้อง การของตลาดเวียดนาม

"รสนิยมผู้บริโภคในฮานอยกำลังเปลี่ยน แม้ค่าครองชีพสูง เงินเดือนไม่มาก แต่ผู้คนมีนิสัยชอบแข่งขัน อยากมีอยากได้เหมือนคนอื่น การมีความเชื่อมั่นในสินค้าไทยและประเทศไทย ทำให้เชื่อว่าของไทยดี ไม่ปลอม"

ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าสำคัญที่มีโอกาสเติบโตในเวียดนาม ได้แก่ อาหาร ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุงรส ปลากระป๋อง เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน สินค้า เสื้อผ้า เครื่องประดับแฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องประทินผิว

"เวลาซื้อของ เขาต้องดูข้างกล่องว่าเป็น Product of Thailand หรือไม่ ถ้าไม่เป็น Made in Thailand เขาลังเล จุดที่ทำให้เขาถูกใจสินค้าไทยเพราะคุณภาพดีกว่า แต่ราคาเหมาะสม งานแสดงสินค้าไทยถือว่าประสบความสำเร็จสูง เมื่อเทียบกับงานแสดงสินค้าชาติอื่น ๆ เช่น จีน หรือเกาหลี เพราะคนที่มาดูงานไม่กลับไปมือเปล่า" นางสาวบุษบากล่าว

ความนิยม สินค้าไทยพุ่งสูงมากในเวียดนามและลาว กระทั่งผู้ผลิตสินค้าหลายรายในเวียดนามใช้ตัวอักษรไทยประกอบบนฉลากของ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในเวียดนาม เพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นสินค้าไทย

นา ยอนุสนธิ์ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม กล่าวว่า ในอนาคตผู้ประกอบการไทยควรรวมตัวกันตั้งหน่วยงานด้านการค้าและเศรษฐกิจ อย่างเช่น AmCham, European Chamber of Commerce เป็นต้น

ทั้งนี้ ผลจากการประชุม ครม.ร่วมครั้งที่ 2 เมื่อเดือน ต.ค. 2555 ซึ่งมีขึ้น 8 ปี หลังจากครั้งที่ 1 มีสาระสำคัญคือ มีการเซ็นเอ็มโอยูจัดตั้งสภาธุรกิจเวียดนาม-ไทย และนายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศตกลงเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้มากกว่าเดิม โดยให้กระทรวงการต่างประเทศของทั้ง 2 ฝ่าย หารือทิศทางให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การประชุม Joint Trade Committee ระหว่าง 2 ประเทศมีมาหลายปีแล้ว แต่ เมื่อปีที่แล้วเป็นครั้งแรกที่เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี โดยผลการหารือตั้งเป้าที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 ต่อปี

ส่วนโอกาสการเข้ามาลงทุนในประเทศเวียดนามของนักลงทุนไทย นายอนุสนธิ์กล่าวว่า นักลงทุนต้องศึกษาสภาพตลาดจริงจัง เพราะค่าแรงเวียดนามไม่ได้ถูกมาก แม้จะถูกกว่าไทยแน่

ในเมืองใหญ่ อย่างฮานอย โฮจิมินห์ ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 2.2 ล้านด่องต่อเดือน หรือประมาณ 100 เหรียญสหรัฐ แต่นายจ้างต้องจ่ายประกันสังคม ประกันสุขภาพ ประกันตกงาน และส่งเงินเข้ากองทุนต่าง ๆ อีกประมาณ 30% ปัจจุบันในเมืองใหญ่ ๆ ขาดแคลนแรงงาน ดังนั้น ค่าแรงที่จ่ายจริงอาจอยู่ที่ 3-3.5 ล้านด่องต่อเดือน เนื่องจากเมื่อมีโรงงานใหม่เปิดมากขึ้น คนเวียดนามก็นิยมย้ายงานเพื่อรับค่าแรงที่สูงขึ้น

"คิดรวม ๆ แล้ว ไม่แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายรวมที่นายจ้างต้องจ่ายออกไปจะถูกกว่าในไทยสักกี่ เปอร์เซ็นต์ ถ้าคิดมาลงทุน ควรมาศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง ปรึกษาสถานทูตฝ่ายพาณิชย์ ถ้าเป็นไปได้ควรจ้างบริษัทที่ปรึกษา ทำวิจัย ดูกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ อย่างจริงจัง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ลึกและเป็นปัจจุบัน"

ท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำ กรุงฮานอยกล่าวสรุปว่า ภาพรวมการค้าและการลงทุนเป็นไปในทิศทางที่ดี ไทยยังได้ดุลการค้าเมื่อปีที่แล้ว และยังติดอันดับการลงทุนที่มีมูลค่าสูง 1 ใน 10 ของเวียดนามด้วย